วันพุธที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2556

ข่าว IT มือถือ 64 บิต ครั้งแรกของโลก - รอบรู้ไอที รอบโลกเทคโนโลยี

มือถือ 64 บิต ครั้งแรกของโลก - รอบรู้ไอที รอบโลกเทคโนโลยี



      เดือนนี้การแข่งขันด้านมือถือร้อนแรงมาก มีการเปิดตัวมือถือใหม่จากค่ายใหญ่ ๆ ออกมากันอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นของค่ายแอปเปิลที่ออกตัวไอโฟน 5 เอส ( iPhone 5s) ที่เรียกเสียงฮือฮาได้ไม่น้อย ซึ่งทางด้านคู่แข่งคนสำคัญอย่างซัมซุงเองก็ไม่ยอมแพ้ออกกาแล็คซี่ เอส 5 ( Galaxy S5) ตามมาติด ๆ จนคนติดตามเริ่มงงครับว่าค่ายนึงก็ 5 เอส อีกค่ายก็ เอส 5
     มือถือตัวใหม่ของทั้งสองค่ายมีอะไรน่าสนใจหลายอย่าง ตัว CPU (Central Processing Unit) ที่อยู่ในมือถือตัวใหม่ของทั้งสองค่าย ซึ่งเป็น CPU มือถือชนิด 64 บิต (bit) ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของโลกเลยก็ว่าได้ที่ CPU ชนิด 64 บิตมาอยู่บนมือถือ เพราะก่อนหน้านี้ CPU บนมือถือของเราจำกัดอยู่แค่ 32 บิต หรือแม้แต่เครื่องคอมพิวเตอร์ที่บ้านของผู้อ่านหลาย ๆ คนก็ยังคงใช้ CPU ชนิด 32 บิตกันอยู่เลย
     สรุปง่าย ๆ ว่า CPU ชนิด 64 บิตของมือถือตัวใหม่นี้ เรียกได้ว่าเป็น CPU ที่แรงจริง และสามารถทำอะไรได้มากขึ้นมาก แต่เครื่องที่ CPU แรง ๆ ไม่ได้หมายความว่าจะดีกว่าสำหรับทุกคนเสมอไป การที่ CPU รองรับบิตมากกว่าเดิมนั้น นอกจากระบบจะกินหน่วยความจำมากขึ้น ยังแถมพ่วงกับปัญหาที่ว่า พวกโปรแกรมเก่า ๆ ทั้งหมดบนมือถือรุ่น CPU 32 บิตที่เราเคยมีอาจจะไม่สามารถใช้งานได้ โดยเฉพาะหากนักพัฒนาไม่ทำการอัพเดตโปรแกรมให้รองรับการทำงานกับ CPU ตัวใหม่นี้ นอกจากนี้วงจรของ CPU ที่ซับซ้อนมากขึ้นก็ทำให้เปลืองไฟมากขึ้นด้วย หากเป็นงานง่าย ๆ ที่จำนวนข้อมูลที่เกี่ยวข้องมีน้อย ใช้แค่ CPU ที่ระดับบิตน้อย ๆ ก็มากเกินพอต่อการใช้งานแล้ว ไม่สิ้นเปลืองทรัพยากรของเครื่อง กินไฟน้อย แถมราคาถูกกว่า พูดง่าย ๆ ก็คือ การจะใช้ CPU แรง ๆ อย่างชนิด 64 บิตนี้ให้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพนั้น ก็ต่อเมื่อเรามีระบบปฏิบัติการหรือโปรแกรมอื่น ๆ ที่ถูกออกแบบมาให้รองรับความแรงนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย ไม่งั้น CPU แรง ๆ ก็เป็นได้แค่เครื่องประดับโก้ ๆ ที่กลับจะเป็นภาระหรืออุปสรรคต่อการใช้งานมือถือของเราเท่านั้นเอง
     ในส่วนของผู้ใช้ อาจจะต้องแล้วแต่ลักษณะการใช้งานของแต่ละคนว่าเหมาะกับตัว CPU บนมือถือตัวใหม่นี้ไหม เช่น เราใช้โปรแกรมอะไรบ่อย โปรแกรมเหล่านั้นยังคงมีการอัพเดตเพื่อรองรับนวัตกรรมใหม่อย่างสม่ำเสมอหรือไม่ เราเล่นเกมกราฟิกส์เยอะไหม ใช้แบตเตอรี่ต่อวันขนาดไหน

วันอังคารที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2556

ข่าว IT “ไลน์เกม”สุดฮิตดาวน์โหลดทะลุ 200 ล้านครั้งทั่วโลก

“ไลน์เกม”สุดฮิตดาวน์โหลดทะลุ 200 ล้านครั้งทั่วโลก





     ไลน์เกมประสบความสำเร็จยอดดาวน์โหลดเกิน 200 ล้านครั้งทั่วโลก เฉพาะไลน์ป็อปทะลุ 34 ล้านครั้ง  ไลน์ประเทศไทยร่วมฉลอง พร้อมจัดกิจกรรมพิเศษหาโครงเรื่องทำหนังโฆษณา      รายงานข่าวจาก บริษัท ไลน์  พลัส คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้ให้บริการแอพพลิเคชั่นไลน์ และไลน์เกม เปิดเผยว่า หลังจากได้เปิดให้บริการเกมเมื่อ 14 เดือนที่ผ่านมา ปรากฎว่าขณะนี้แพลตฟอร์มเกมของไลน์มียอดดาวน์โหลดครบ 200 ล้านครั้งทั่วโลกแล้ว จากเกมที่เปิดบริการ 36 เกม ในหลายรูปแบบ ทั้งเกมแนว พัสเซิล ที่นำคาแรกเตอร์ต้นแบบของไลน์ มาเป็นคาแรกเตอร์ในเกม และเกม ไลน์ ป๊อป ที่ประสบความสำเร็จด้วยยอดดาวน์โหลดสูงถึง 34 ล้านครั้ง  ไปจนถึงเกมรูปแบบใหม่อย่าง เกม ไลน์ วิน รันเนอร์ ที่ได้รับรางวัลเกมยอดนิยมระดับโลก และมียอดดาวน์โหลดมากกว่า 15 ล้านครั้ง

     อ้างอิง : http://www.dailynews.co.th/technology/233378

วันจันทร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2556

ข่าว IT พานาโซนิคหนีกล้องสมาร์ทโฟน หันรุกคอมแพกต์ไฮเอนด์-มิร์เรอร์เลส

พานาโซนิคเผยครึ่งปีแรกตลาดกล้องคอมแพกต์ตกไปแล้วกว่า 40% เพราะผู้บริโภคส่วนใหญ่นิยมใช้สมาร์ทโฟนถ่ายรูปมากขึ้น เตรียมปรับแผนการตลาดใหม่มุ่งสู่กล้องตลาดคอมแพกต์ไฮเอนด์และมิร์เรอร์เลสหวังทดแทนส่วนที่หายไป พร้อมปล่อย Lumix GX7กล้องระดับพรีเมียม และกล้องคอมแพกต์ระดับไฮเอนด์รุ่นใหม่ 2 รุ่น มาพร้อม Wi-Fi / NFC ที่ช่วยให้การแชร์ภาพถ่ายไปยังอุปกรณ์อื่นๆ ได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว หวังดันให้ยอดขายโตขึ้น 20%
       
       นายโทชิฮิโร มาจิมะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พานาโซนิค ซิว เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ยอดขายกล้องคอมแพกต์ระดับล่างทั่วโลกเริ่มชะลอในปีที่ผ่านมา และส่งผลมาถึงครึ่งปีแรกของปี 2013 ซึ่งถือว่ามียอดขายตกลงมากที่สุด โดยลดลงไปกว่า 40% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อน เช่นเดียวกับยอดขายของกล้องดีเอสแอลอาร์ที่เริ่มทรงตัวและไม่ได้มีอัตราการเติบโตมากนัก ทำให้พานาโซนิคเตรียมที่จะปรับแผนการตลาดใหม่ด้วยการหันมารุกตลาดคอมแพกต์ไฮเอนด์และมิร์เรอร์เลสมากขึ้น
       
       โดยเฉพาะในตลาดมิร์เรอร์เลสที่พานาโซนิคมองว่ามีอัตราการเติบโตที่ดี และสามารถพัฒนาตลาดเพื่อทดแทนกับยอดขายที่หายไปจากกล้องคอมแพกต์ระดับล่างได้ ซึ่งในครึ่งปีแรกที่ผ่านมายอดขายกล้องมิร์เรอร์เลสของพานาโซนิคเพิ่มขึ้นถึง 6%
       
       “สำหรับตลาดกล้องดีเอสแอลอาร์นั้น แม้ยอดขายจะชะลอตัวแต่พานาโซนิคเชื่อว่าจะตกลงไม่มากนัก เนื่องจากตลาดยังมีความต้องการอยู่ ซึ่งพานาโซนิคไม่มีผลิตภัณฑ์นำเสนอในตลาดกลุ่มนี้จึงมีการพัฒนาในตลาดอื่นๆ แทน โดยมีผลิตภัณฑ์ในตระกูลลูมิกซ์ ในกลุ่ม G ซีรีส์ ที่ถือได้ว่าประสบความสำเร็จและได้รับการตอบรับจากตลาดกล้องดิจิตอลสำหรับมืออาชีพเป็นอย่างดี และจะมีการพัฒนาให้หลากหลายเพื่อรองรับทุกความต้องการให้มากขึ้น”
       
       
       พร้อมกันนี้พานาโซนิคยังได้เปิดตัวกล้องดิจิตอลคอมแพกต์คุณภาพสูงอีก 2 รุ่น ได้แก่ Lumix LF1 มีดีไซน์ที่เพรียวบางเหมาะสำหรับการพกพา ที่มาพร้อมด้วยช่องมองภาพ (EVF) ที่มีระบบ Wi-Fi / NFC ที่ทำให้ผู้ใช้สามารถแชร์ภาพถ่ายไปยังอุปกรณ์อื่นๆ ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว และ Lumix FZ70 กล้องดิจิตอล Power Zoom ที่โดดเด่นด้วยเลนส์ LUMIX DC Vario ออฟติคอลซูม 60 เท่า รวมไปถึงยังเตรียมนำเข้าเลนส์ความไวแสงสูงที่สุดสำหรับกล้องมิร์เรอร์เลสระบบ Micro 4/3 รุ่นใหม่
       
       
       สำหรับสเปกของ Lumix GX7 มีช่องมองภาพหรือไลฟ์ วิว ไฟน์เดอร์ (Live View Finder) ที่ปรับได้ 90 องศา ให้ความละเอียดภาพสูงถึง 2.76 ล้านพิกเซล แสดงผล 100% สำหรับการถ่ายภาพในทุกมุมมอง ด้วยหน้าจอ LCD ระบบสัมผัส ขนาด 3 นิ้ว มีการพัฒนาระบบกันสั่นในตัวกล้อง บันทึกภาพวิดีโอระดับ Full HD 60fps ในรูปแบบ AVCHD Progressive และ MP4 เพื่อนำไปใช้งานตัดต่อได้โดยไม่ต้องแปลงไฟล์ และในโหมด Creative Control มีฟิลเตอร์ให้เลือก 22 แบบ เชื่อมต่อด้วยระบบ Wi-Fi / NFC ในตัว ซึ่งสามารถเชื่อมต่ออย่างง่ายดายกับสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต ราคาเริ่มต้นที่ 34,900 บาท

วันอาทิตย์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2556

ข่าว IT ซอฟต์แวร์ส่องโจร แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ

ซอฟต์แวร์ส่องโจร แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ


          ปัจจุบันปัญหาอาชญากรรมมีมากขึ้นเรื่อย ๆ เราใช้ชีวิตอยู่กับความเสี่ยงในทุก ๆ ที่ ไม่เว้นแม้แต่ในบ้านของตัวเอง

ดังนั้น จึงต้องกำหนดวิธีป้องกันเพื่อให้ประชาชนมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น โดยตำรวจจะต้องไปถึงที่เกิดเหตุก่อนที่จะมีเหตุ การณ์เลวร้ายเกิดขึ้น จึงมีแนวคิดที่จะพัฒนาซอฟต์แวร์ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของกล้องทีวีวงจรปิดโดยนำเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัยเข้าไปเสริม

          พล.ต.ต.อดุลย์ กล่าวว่า ได้หารือกับ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) โปรแกรมเมอร์ และบริษัทเอกชนที่มีความรู้ในการพัฒนาระบบซอฟต์แวร์เสริมการทำงานของกล้องวงจรปิดไม่ให้เป็นเพียงแค่กล้องธรรมดาที่จะใช้งานเมื่อต้องการหาหลักฐานเพื่อเอาผิดคนร้ายในภายหลัง
“ด้วยความคิดของตนบวกกับนักพัฒนาจึงได้ตั้งระบบศูนย์สั่งการและรับแจ้งเหตุ ติดตามเหตุด้วยระบบกล้องทีวีวงจรปิดเชื่อว่าจะเป็นการป้องกันอาชญากรรมที่ต้นเหตุได้ดี”

          สำหรับหน้าที่หลักของซอฟต์แวร์ คือ เมื่อมีอาชญากรรมเข้ามาในบ้าน ร้านทอง หรือธนาคารที่มีการติดตั้งกล้อง ซอฟต์แวร์จะทำงานทันที ทั้งจับใบหน้าและบันทึกเสียง เมื่อมีการทุบกระจกระบบซอฟต์แวร์จะส่งสัญญาณมายังตำรวจที่คอยมอนิเตอร์และแจ้งให้เจ้าของบ้านทราบทันทีผ่านสมาร์ทโฟนทั้ง ไอโฟน ไอโอเอส และแอนดรอยด์

นอกจากนี้ ซอฟต์แวร์ยังมีระบบบันทึกลักษณะใบหน้าเจ้าของบ้านโดยหากมีคนแปลกหน้าเข้ามาระบบจะแจ้งเตือนไปยังตำรวจและเจ้าของบ้านเช่นกัน โดยขณะนี้ได้มีการจดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ดังกล่าวแล้ว

          พล.ต.ต.อดุลย์ เล่าว่า มีแนวคิดที่จะติดตั้งระบบดังกล่าวไว้ในรถแท็กซี่มิเตอร์และรถเมล์ประจำทาง เพื่อความปลอดภัยทั้งเจ้าของรถและผู้โดยสาร เพราะปัจจุบันยังมีข่าวการปล้น ที่มาทั้งเจ้าของรถและผู้โดยสาร การก่อเหตุ ฟัน แทงของนักศึกษา โดยหากติดตั้งระบบดังกล่าวจะทำให้ตำรวจสามารถเข้าระงับเหตุการณ์ได้อย่างทันท่วงที

โดยขณะนี้อยู่ระหว่างติดตั้งกล้องทั้ง 88 สน.ในพื้นที่กรุงเทพฯ โดยจะสามารถติดตั้งแล้วเสร็จในปีนี้ ก่อนติดตั้งที่ สน.ทั่วประเทศในเฟสต่อไป โดยจะเริ่มติดตั้งให้กับประชาชนทั่วไปในวันที่ 5 พ.ย.นี้ ซึ่งขณะนี้มีประชาชนลงทะเบียนแล้วกว่า 1,000 ราย โดยตั้งเป้า 3 ปี จะสามารถติดตั้งครบ 1 ล้านกล้องในกรุงเทพฯ

อ้างอิง : http://www.dailynews.co.th/technology/231587

ข่าว IT เดิมพัน “Galaxy Gear”

เดิมพัน “Galaxy Gear”




       ถือว่าเรียกความสนใจจากชาวไอทีทั่วโลกได้อย่างถล่มทลายสำหรับซัมซุง (Samsung) ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตสินค้าไอทีสัญชาติเกาหลีใต้ที่เปิดตัว “แกแล็กซี่เกียร์ (Galaxy Gear)” นาฬิกาอัจฉริยะสำหรับใช้งานร่วมกับสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ซึ่งมี 70 แอปพลิเคชันพร้อมให้บริการแล้วในขณะนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นคือนักวิเคราะห์มองว่า Galaxy Gear อาจจะเป็นจุดเปลี่ยนของการเกิดสินค้าไอทีประเภทใหม่ที่จะเติบโตต่อเนื่องในอนาคต หรืออาจจะเป็นแค่กระแสลมพัดเอื่อยตามรอยผู้ผลิตสมาร์ทว็อตช์หลายค่ายในตลาด เนื่องจากผู้บริโภคอาจไม่พร้อมและไม่เห็นความจำเป็นของการมีนาฬิกาอัจฉริยะในครอบครอง
       
       4 กันยายน 2556 ซัมซุงจัดเวทีเปิดตัวสมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นล่าสุด “Galaxy Note 3” ซึ่งครั้งนี้มาพร้อมฝาหลังที่มองเหมือนวัสดุประเภทหนัง ดูเรียบหรูบนดีไซน์ที่ยังยึดเอกลักษณ์ดั้งเดิมของสมาร์ทโฟนตระกูลแกแล็กซี่บนความสามารถด้านมัลติมาสกิงที่เหนือชั้นกว่าเดิม ยังมี “Galaxy Note 10.1” แท็บเล็ต 8 นิ้วที่แจ้งเกิดพร้อมชิป 8 คอร์บน RAM ขนาด 3GB รวมถึงนาฬิกาอัจฉริยะ “Galaxy Gear” ที่จะทำให้ผู้ใช้ได้รับข้อมูลหรือสั่งการสมาร์ทโฟนในกระเป๋าได้บนข้อมือ
      
       ข้อมูลระบุว่า Galaxy Gear Smartwatch ถูกออกแบบมาให้ใช้งานร่วมกับสมาร์ทโฟน Note 3 และแท็บเล็ต Note 10.1 2014 Edition รวมถึงสมาร์ทโฟนของซัมซุงรุ่นก่อนหน้าอย่าง Galaxy S4 S3 และ Note 2 โดยสเปกของ Galaxy Gear จะมาพร้อมหน้าจอ 1.63 นิ้ว Super AMOLED แบบสัมผัส ความละเอียด 320x320 พิกเซล มาพร้อมซีพียู Single Core 800MHz Exynos มาพร้อมความสามารถในการเป็นทั้งนาฬิกาบอกเวลา สามารถอ่านข้อความที่มาจากสมาร์ทโฟน ควบคุมการเล่นเพลง แสดงการแจ้งเตือนจากสมาร์ทโฟน มีกล้องความละเอียด 1.9 ล้านพิกเซล มีไมโครโฟนและลำโพงสามารถใช้สนทนาโทรศัพท์ได้
      
       การเชื่อมต่อระหว่างนาฬิกาและสมาร์ทโฟนจะทำผ่าน Bluetooth 4.0 Low Energy พร้อมแบตเตอรี่ 315mAh กำหนดการวางขายทั่วโลกคือเดือนกันยายน-ตุลาคม
      
       นอกจากคุณสมบัติด้านฮาร์ดแวร์ Galaxy Gear ยังโดดเด่นเรื่องแอปพลิเคชันที่เหล่าผู้สร้างแอปรับลูกและร่วมพัฒนาแอปพลิเคชันเพื่อทำงานบนสมาร์ทวอตช์นี้แล้วมากกว่า 70 แอปพลิเคชัน โดยแอปพลิเคชันเหล่านี้จะทำให้ผู้ใช้สมาร์ทวอตช์สามารถติดตามเครือข่ายสังคมของตัวเองได้ทันเหตุการณ์ รวมถึงสามารถติดตามข้อมูลสุขภาพได้โดยไม่ต้องพกอุปกรณ์เสริมให้ยุ่งยากอีกต่อไป
      
       ส่วนหนึ่งใน 70 แอปพลิเคชันที่ซัมซุงนำมาสาธิตการทำงานบนเวทีเพื่อแสดงความสามารถของนาฬิกา Gear คือ แอปพลิเคชันโน้ตออนไลน์ อย่างเอเวอร์โน้ต (Evernote), โซเชียลมีเดียที่กำลังเริ่มฮิตอย่างพาร์ธ (Path) รวมถึงแอปพลิเคชันอีคอมเมิร์ซอย่างอีเบย์ (eBay)
       
       ล่าสุด Line คืออีกแอปพลิเคชันที่ยืนยันว่าจะเปิดตัวบนนาฬิกา Gear ในเดือนตุลาคม เพื่อให้ผู้ใช้สามารถโทรศัพท์ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต อ่านข้อความแชตที่สนทนาค้างไว้ ส่งสติกเกอร์ และได้รับข้อความเตือนเมื่อมีข้อความใหม่มาถึง ได้ผ่านนาฬิกาอัจฉริยะตัวนี้
      
       จุดนี้หากเทียบกับสมาร์ทวอตช์ของค่ายโซนี่ ที่เปิดตลาดแล้วในชื่อ SmartWatch 2 และเริ่มวางจำหน่ายในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา จะพบว่าซัมซุงมีแอปพลิเคชันจำนวนน้อยกว่า (SmartWatch 2 รองรับ 200 แอปพลิเคชันในขณะนี้) แต่ 200 แอปพลิเคชันของโซนี่ไม่ใช่แอปพลิเคชันยอดนิยมที่รู้จักกันในวงกว้าง ทำให้ Gear มีภาษีมากกว่า
      
       

       
       ภาษีเรื่องความพร้อมแอปพลิเคชันของ Galaxy Gear ทำให้นักวิเคราะห์มองว่า Galaxy Gear อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปิดไลน์สินค้าไอทีประเภทใหม่ เนื่องจากที่ผ่านมา แม้โลกจะวางจำหน่ายนาฬิกาอัจฉริยะมานานกว่า 10 ปี แต่ก็ยังไม่เคยมีรุ่นใดสามารถก่อร่างและวางจุดยืนของสินค้ากลุ่มสมาร์ทวอตช์ได้ดีเท่า Galaxy Gear
      
       แม้แต่นาฬิกาอัจฉริยะของยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตชิปอย่างควอลคอมม์ (Qualcomm) ที่เปิดตัวสมาร์ทวอตช์ของตัวเองในในวันเดียวกับซัมซุงด้วยชื่อรุ่นว่า Toq (ออกเสียงว่า “ทอค” เหมือนศัพท์คำว่า “talk”) ก็ยังไม่มีคุณสมบัติเทียบเท่า Galaxy Gear โดยข้อมูลระบุเพียงว่า Toq ไม่มีปุ่มเปิดหรือปิดการทำงานและสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ตลอดเวลา (always-on) ผู้ใช้จะสามารถอ่านข้อมูลแจ้งเตือนจากสมาร์ทโฟนที่เก็บไว้ในกระเป๋าได้ผ่านนาฬิกาที่สวมอยู่บนข้อมือ การอ่านทำได้ด้วยการสัมผัสหน้าจอประหยัดพลังงานที่ทำงานเป็นหมือนหน้าปัดนาฬิกา รวมถึงสามารถสั่งการให้สมาร์ทโฟนโทรออกได้ผ่านนาฬิกาและพูดคุยผ่านหูฟังไร้สายที่เชื่อมต่อกับนาฬิกาด้วยระบบบลูทูธ ที่สำคัญคือการรองรับระบบชาร์จไร้สายที่ทำให้ผู้ใช้ได้รับความสะดวกสบาย
      
       ควอลคอมม์ไม่ระบุว่านาฬิกานี้จะมาพร้อมแอปพลิเคชันจำนวนเท่าใด และสามารถใช้งานกับแอปพลิเคชันที่รองรับ Galaxy Gear ได้หรือไม่ ระบุเพียงว่าสามารถทำให้ผู้ใช้รับสายหรือโทรออกโดยไม่ต้องล้วงสมาร์ทโฟนในกระเป๋า เช่นเดียวกับการอ่านข้อความ เปิดดูข้อมูลปฏิทินงาน และข้อมูลการแจ้งเตือน notification ต่างๆ ซึ่งควอลคอมม์จะเพิ่มคุณสมบัติต่อเนื่องเมื่ออัปเดตซอฟต์แวร์ในอนาคต
       
       นาฬิกาสมาร์ทวอตช์ของควอลคอมม์มีกำหนดการวางจำหน่ายไตรมาส 4 ปี 2013 คาดว่าจะจำหน่ายในราคา 300 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 9,600 บาท
       
       ยังมีคาสิโอ (Casio) ยักษ์ใหญ่จากแบรนด์ปลาดิบที่เปิดตัวนาฬิกาจีช็อก (G-Shock) รุ่นใหม่ที่อัปเกรดเทคโนโลยีบลูทูธ (Bluetooth) ให้สามารถสื่อสารข้อมูลกับสมาร์ทโฟนได้แบบ 2 ทาง ผู้ใช้จึงสามารถสั่งเล่นเพลงบนสมาร์ทโฟนจากหน้าปัดนาฬิกาข้อมือได้ ขณะเดียวกันก็สามารถตั้งเวลาในนาฬิกาข้อมือให้ปลุกหรือนับถอยหลังได้ด้วยสมาร์ทโฟน ซึ่งจุดนี้ คาสิโอไม่เอ่ยถึงการรองรับแอปพลิเคชันเช่นกัน


     อ้างอิง : http://www.manager.co.th/CyberBiz/ViewNews.aspx?NewsID=9560000111890

วันอังคารที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2556

ข่าว it LG ส่ง G Pad 8.3 ท้าชน “iPad Mini ใหม่”

LG ส่ง G Pad 8.3 ท้าชน “iPad Mini ใหม่”

แท็บเล็ตรุ่นล่าสุดในตระกูลจีแพด "G Pad 8.3"

       หลังจากเป็นข่าวลือมานาน ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตสินค้าไอทีเกาหลีใต้ “แอลจี (LG)” เปิดตัวแท็บเล็ตรุ่นล่าสุดในตระกูลจีแพด “G Pad 8.3” แจ้งเกิดด้วยหน้าจอ 8 นิ้ว ซึ่งแอลจีการันตีว่าเป็นแท็บเล็ต 8 นิ้วรุ่นแรกที่มีความละเอียดสูงเต็มพิกัดหรือ full HD โดยก่อนหน้านี้หน้าจอ full HD จะถูกนำมาใช้กับแท็บเล็ตหน้าจอ 7 นิ้วเท่านั้น ถือเป็นการบุกตลาดแท็บเล็ตหน้าจอละเอียดสูงของแอลจีในช่วงก่อนการเปิดตัวแท็บเล็ต “ไอแพดมินิ (iPad Mini)” ที่เชื่อว่าจะถูกเปิดตัวในช่วงไม่นานนับจากนี้

        แอลจีเปิดตัวแท็บเล็ตล่าสุด G Pad 8.3 ด้วยการการันตีว่านี่คือแท็บเล็ตที่ใช้หน้าจอความละเอียด 1,920x1,200 พิกเซลรุ่นแรกของโลกที่มาในขนาด 8 นิ้ว โดยก่อนหน้านี้หน้าจอความละเอียด full HD ถูกนำมาใช้กับแท็บเล็ตที่กูเกิลพัฒนาขึ้นเองอย่างเน็กซัสเซเว่น (Nexus 7) แต่เป็นหน้าจอขนาด 7 นิ้ว ไม่ใช่ 8 นิ้วแบบที่แอลจีพัฒนาขึ้นมา

        แท็บเล็ต G Pad 8.3 จะมาพร้อมหน่วยเก็บข้อมูลภายใน 16 GB ตัวเครื่องใช้ RAM ขนาด 2 GB ชิปประมวลผลควอดคอร์ Qualcomm Snapdragon 600 ความเร็วนาฬิกา 1.7 GHz ระบบปฏิบัติการภายในเครื่องคือ Android 4.2.2 ไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด Android 4.3

แอลจีการันตีว่า G Pad 8.3 เป็นแท็บเล็ต 8 นิ้วรุ่นแรกที่มีความละเอียดสูงเต็มพิกัดหรือ full HD
       

       หนึ่งในคุณสมบัติเฉพาะของ G Pad คือแอปพลิเคชันที่แอลจีเรียกว่า “คิวแพร์ (QPair)” ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้สามารถจับคู่หรือเชื่อมการทำงานเข้ากับสมาร์ทโฟนเพื่อให้ผู้ใช้สามารถจัดการสายโทร.ออกรับเข้าได้บนแท็บเล็ตโดยตรง โดยไม่เพียงการสื่อสารด้วยเสียง ผู้ใช้ยังสามารถจัดการข้อความ SMS จากสมาร์ทโฟนบนแท็บเล็ตได้ด้วย

วันจันทร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2556

ข่าว IT มาแล้ว LG Pocket Photo 1.5 เอาใจคนชอบแชร์ภาพถ่าย


มาแล้ว LG Pocket Photo 1.5 เอาใจคนชอบแชร์ภาพถ่าย


Pic_367115

     แอลจี ให้คุณแชร์ความประทับใจด้วยภาพถ่ายได้ทุกที่ทุกเวลา ด้วย LG Pocket Photo 1.5 เวอร์ชั่นใหม่ เครื่องพิมพ์ที่ใช้กระดาษพิมพ์ภาพ Photo paper 2.0 ไม่ต้องใช้หมึก รองรับสมาร์ทโฟนทั้งระบบ iOS และแอนดรอยด์ เชื่อมต่อผ่าน NFC หรือบลูทูธ...

     บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ ประเทศไทย (จำกัด) นำเสนอนวัตกรรม เครื่องพิมพ์ภาพถ่ายแบบพกพาโดยไม่ต้องใช้หมึก LG Pocket Photo เวอร์ชั่น 1.5 รุ่นใหม่ล่าสุด สามารถ พิมพ์ภาพถ่ายง่าย ๆ ได้รวดเร็วทันใจภายใน 45 วินาที เพียงดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น Pocket photo จาก App Store หรือ Google Play Store และเชื่อมต่อ LG Pocket Photo 1.5 ผ่าน NFC หรือบลูทูธบนสมารท์โฟนได้ทั้งระบบ iOS หรือ Android พร้อมสนุกสนานกับการตกแต่งภาพถ่ายเก๋ ๆ หลากหลายสไตล์ ให้คุณส่งต่อภาพความประทับใจได้ทุกที่ทุกเวลา
     LG Pocket Photo เวอร์ชั่น 1.5 ฉีกรูปแบบเดิม ๆ ของการบันทึกภาพแห่งความทรงจำ ด้วยเทคโนโลยีล่าสุด Zink (Zero Ink) สามารถพิมพ์ภาพคุณภาพสูงลงบนกระดาษพิมพ์ภาพ Photo paper 2.0 ได้โดยไม่ต้องใช้หมึก หมดกังวลกับความยุ่งยากในการเติมหมึกหรือปัญหาภาพเปื้อนหมึก ให้ผู้ใช้สามารถเลือกภาพที่ดีที่สุดก่อนการพิมพ์ ลดความสิ้นเปลือง ในการพิมพ์ภาพที่ไม่ต้องการ

     LG Pocket Photo เวอร์ชั่น 1.5 เอาใจผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพ ให้สนุกสนานกับการตกแต่งภาพถ่าย ด้วย ฟิลเตอร์ ที่หลากหลาย ให้ผู้ใช้เพลิดเพลินกับการปรับเปลี่ยนสีรูปภาพ ตกแต่งกรอบรูปใส่ข้อความหรือวันที่ลงไปบนภาพถ่าย และกำหนดขนาดภาพที่ต้องการพิมพ์ อาทิ นามบัตร หรือการ์ดต่าง ๆ พร้อมสร้าง QR code ที่สามารถ แสดงรายละเอียดไม่ว่าจะเป็น URL อีเมล์ เบอร์โทรศัพท์ และเครือข่ายสังคมออนไลน์ได้ทันที ทั้งนี้ LG Pocket Photo เวอร์ชั่น 1.5 มีสองสีให้เลือก ได้แก่ สีเงินและสีชมพู วางจำหน่ายแล้ว