วันเสาร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ข่าว IT Google Web Designer อัพเดตใหม่เพิ่มฟีเจอร์เครื่องมือไล่สี





 

Google Web Designer อัพเดตใหม่เพิ่มฟีเจอร์เครื่องมือไล่สี

       

           

         
         Google Web Designer ออกรุ่นใหม่ 1.0.2 แก้ปัญหา 22 รายการ พร้อมเพิ่มฟีเจอร์ใหม่เป็นเครื่องมือไล่สีซึ่งสามารถใช้งานได้ทั้งการไล่สีแบบเชิงเส้น และแบบวงกลม
         
         ผู้ที่ใช้งาน Google Web Designer 1.0.1 ที่ออกมาตั้งแต่เดือนตุลาคมก่อนหน้านี้แล้ว จะได้รับการอัพเดตเป็นเวอร์ชันใหม่โดยอัตโนมัติเมื่อเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต


         ที่มา : http://www.itday.in.th/google-web-designer

วันพุธที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ข่าว IT ไมโครซอฟท์ส่งไดนามิกส์ ซีอาร์เอ็ม 2013 เพิ่มการเชื่อมต่อโซเชียลมีเดียมัดใจลูกค้า

ไมโครซอฟท์ส่งไดนามิกส์ ซีอาร์เอ็ม 2013 เพิ่มการเชื่อมต่อโซเชียลมีเดียมัดใจลูกค้า

  
     “ไมโครซอฟท์” ชี้อีก 10 ปีข้างหน้าบริษัทที่เห็นอยู่ทุกวันจะเหลือรอดเพียง 25% เท่านั้น เหตุการแข่งขันสูงและพฤติกรรมของลูกค้าเปลี่ยนแปลงเร็ว ส่งไมโครซอฟท์ ไดนามิกส์ ซีอาร์เอ็ม 2013 ใหม่เชื่อมต่อการทำงานเข้ากับเครื่องมือโซเชียลมีเดีย ทำให้ผู้ใช้งานสามารถบริหารจัดการผ่านโมบายดีไวซ์ได้ทุกที่ ช่วยสร้างความพึงพอใจและการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าได้ยาวนาน พร้อมเจาะองค์กรทุกธุรกิจโดยเฉพาะภาคการเงิน การประกันภัย และการขาย

     “ไมโครซอฟท์สามารถช่วยให้ธุรกิจสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ จึงได้นำเสนอไมโครซอฟท์ ไดนามิกส์ ซีอาร์เอ็ม 2013 (Microsoft Dynamics CRM 2013) โซลูชันด้านการบริหารจัดการลูกค้าสัมพันธ์อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ช่วยให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงข้อมูลด้านซีอาร์เอ็มผ่านดีไวซ์ได้ทุกรูปแบบ เพื่อเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้าและเข้าสู่ยุคใหม่ได้อย่างง่ายดาย”

      โดยสามารถเข้าถึงข้อมูลด้านซีอาร์เอ็มได้บนดีไวซ์ทุกรูปแบบ ผ่านระบบทัชสกรีน อาทิ การใช้งานบนแท็บเล็ตที่รันระบบปฏิบัติการวินโดวส์ 8.1 ไอโอเอส แอนดรอยด์ รวมถึงผ่านสมาร์ทโฟนที่รันระบบปฏิบัติการวินโดวส์โฟน ไอโอเอส ของไอโฟน และแอนดรอยด์โฟน ยังไม่นับการทำงานร่วมกับบริการเครือข่ายภายในองค์กร (Enterprise Social) ต่างๆ เช่น แยมเมอร์ (Yammer) ลิงซ์ (Lync) และสไกป์ (Skype) ช่วยให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริการการขาย การตลาด และผู้ใช้งานสามารถปรับให้เข้ากับความต้องการได้

         ไมโครซอฟท์ ไดนามิกส์ ซีอาร์เอ็ม มีความยืดหยุ่นในการใช้งานสูง ทำให้มองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับลูกค้าได้รอบทิศทาง นอกจากนี้ยังช่วยให้รับรู้ถึงสิ่งที่ลูกค้าต้องการ รวมไปถึงยังช่วยให้การสื่อสารกับร้านค้าสาขาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถติดตามสถานะสินค้าได้ในเวลาที่ต้องการ และที่สำคัญคือการลดต้นทุนการจัดการในด้านอื่นๆ ได้เป็นอย่างดี

     นอกจากนี้ ไมโครซอฟท์ ไดนามิกส์ ซีอาร์เอ็ม 2013 ยังมีคุณสมบัติใหม่ที่ช่วยให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายขาย ฝ่ายการตลาด และฝ่ายดูแลลูกค้า สามารถจับคู่ลูกค้ากับสินค้าและบริการที่ต้องการ และเข้าไปมีส่วนร่วมกับลูกค้าได้ และด้วยการแสดงผลที่เรียบง่ายและสามารถแสดงข้อมูลของลูกค้าทั้งหมดได้บนจอเดียว ช่วยให้ผู้ใช้งานมองเห็นทุกอย่างที่ต้องการทราบเกี่ยวกับการปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าได้อย่างง่ายดาย รองรับความต้องการสำหรับธุรกิจที่เฉพาะเจาะจง ช่วยสร้างประสบการณ์ที่ตรงกับความคาดหวังของลูกค้า ช่วยสร้างวงจรการขายที่สั้นลง สร้างอัตราในการปิดการขายที่เพิ่มขึ้น และไม่ต้องเสียเวลาในการหาบุคลากรใหม่

     อ้างอิง : http://www.manager.co.th/CyberBiz/ViewNews.aspx?NewsID=9560000143937

วันอังคารที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ข่าว IT ลุ้น iPhone ยุคหน้า พลิกตัวกลับเมื่อร่วงหล่นได้เหมือนแมว

         ลุ้น iPhone ยุคหน้า พลิกตัวกลับเมื่อร่วงหล่นได้เหมือนแมว



          เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นมากเมื่อแอปเปิล (Apple) ยื่นเรื่องขอจดสิทธิบัตรเทคโนโลยีใหม่ที่จะสามารถพลิกไอโฟน (iPhone) ที่กำลังร่วงหล่น ให้กระทบกับพื้นในจุดที่เสียหายน้อยที่สุด ไม่ต่างจากแมวเหมียวที่สามารถพลิกตัวเมื่อกระโดดลงจากที่สูงได้อย่างปลอดภัย ขณะเดียวกันก็สามารถใช้ระบบไอพ่นเพื่อลดแรงกระแทกได้พร้อมกัน

หลักการทำงานของสิทธิบัตรเทคโนโลยีนี้ คือการนำหน่วยประมวลผลมาวิเคราะห์ข้อมูลจากเซ็นเซอร์จับความเคลื่อนไหวที่แอปเปิลนำมาติดไว้ในอุปกรณ์ของตัวเองมานานหลายปี ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นสะพานเชื่อมให้มอเตอร์สำหรับการพลิกตัวทำงานตามสถานการณ์ที่ได้รับ ซึ่งจะสามารถปกป้องกระจกหรืออุปกรณ์ภายในเครื่องไม่ให้เสียหายจากการกระแทก

          แอปเปิลอธิบายรายละเอียดของสิทธิบัตรเทคโนโลยีนี้ไว้ว่า เซ็นเซอร์จับความเคลื่อนไหวจะสามารถรับรู้ได้เมื่อเครื่องกำลังจะร่วงหล่น โดยภายในเวลาไม่กี่มิลลิวินาที เซ็นเซอร์จะสามารถตรวจสอบองศาการเอียงเครื่องผ่านเซ็นเซอร์เมื่อประเมินว่าแท็บเล็ตหรือสมาร์ทโฟนจะตกกระทบพื้นที่จุดอ่อนแอแตกหักง่ายที่สุดอย่างหน้าจอ หรือจะตกลงที่จุดอ่อนแออันดับที่ 2 อย่างฝาหลังเครื่อง ซึ่งมอเตอร์สำหรับพลิกเครื่องจะทำงานตามข้อมูลที่หน่วยประมวลผลประเมินได้ เพื่อให้เครื่องไม่ตกกระทบในพื้นที่อ่อนแอเสียหายง่าย

          แอปเปิลเชื่อว่าการเปลี่ยนองศาเครื่องขณะร่วงหล่นจะเป็นการลดโอกาสที่จะทำให้เครื่องได้รับความเสียหายง่าย ซึ่งถือเป็นความฝันของเจ้าของอุปกรณ์ไอทีส่วนใหญ่

          อย่างไรก็ตาม ความท้าทายหลักของสิทธิบัตรนี้คือข้อจำกัดของเซ็นเซอร์ ที่มีโอกาสน้อยมากในการตรวจวัดระยะทางว่าเครื่องอยู่สูงจากพื้นมากน้อยเพียงใด รวมถึงการคำนวณรูปแบบการร่วงหล่นที่เป็นไปได้หลากหลาย ทั้งหมดนี้ นักวิเคราะห์เชื่อว่าไม่มีทางเป็นไปได้ที่กล้องดิจิตอลจะถูกเปิดเพื่อบันทึกภาพและตีความปัจจัยในการร่วงหล่นได้ทัน จุดนี้ทำให้ระบบพลิกตัวเครื่องเมื่อหล่นสามารถทำได้เพียงสร้างสมดุลย์ ในรูปแบบเดียวกับที่พาหนะขับเคลื่อน 2 ล้ออย่างเซกเวย์ (Segway) ทำได้ ซึ่งเซกเวย์จะไม่มีทางคว่ำแม้ว่าผู้ใช้จะยืนไม่สมดุลย์

          อ้างอิง : http://www.manager.co.th/CyberBiz/ViewNews.aspx?NewsID=9560000129121



วันศุกร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ข่าว IT 7 มุมมืดของ iOS 7 (พร้อมวิธีรับมือ)

7 มุมมืดของ iOS 7 (พร้อมวิธีรับมือ)




 ในช่วงเวลาระหว่างรอให้แอปเปิลแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น สิ่งที่ผู้ใช้ iOS 7 ควรทำคือการเรียนรู้และเข้าใจวิธีการแก้ปัญหาเบื้องต้นด้วยตัวเอง พร้อมกับทำใจยอมรับสัจธรรมว่า ไม่มีสิ่งใดสมบูรณ์แบบได้ทั้งหมด
       
       1 iMessage บกพร่อง
      
       แอปเปิลออกมาประกาศแล้วว่ารับทราบปัญหาข้อบกพร่องของแอปพลิเคชันรับส่งข้อความ iMessage ซึ่งทำให้ผู้ใช้ iOS 7 บางรายไม่สามารถรับส่งข้อความได้ และกำลังดำเนินการแก้ไขในขณะนี้

       
       ปัญหานี้ถูกพูดถึงในสังคมออนไลน์วงกว้าง เนื่องจากผู้ใช้ iOS 7 หลายคนร้องเรียนว่าพบสัญลักษณ์สีแดงซึ่งแปลว่าการส่งข้อความที่เพิ่งดำเนินการไปนั้นล้มเหลว ทั้งที่ระหว่างส่งนั้นไม่พบปัญหาใดๆ จนทำให้ดูเหมือนว่าการส่งนั้นทำงานได้ดีตามปกติ ทั้งหมดนี้แอปเปิลออกแถลงการณ์ผ่านอีเมลว่าได้รับทราบปัญหานี้แล้ว โดยปัญหานี้เกิดขึ้นกับผู้ใช้ iMessage เพียง 1% และจะถูกแก้ไขใน iOS 7 เวอร์ชันถัดไปที่แอปเปิลจะเปิดให้ดาวน์โหลดต่อจาก iOS 7.0.2
       
       แอปเปิลแนะนำให้ผู้ใช้ที่พบปัญหานี้แก้ปัญหาเบื้องต้นตามเอกสารช่วยเหลือ หรือติดต่อศูนย์บริการ AppleCare เพื่อแก้ไขปัญหาเบื้องต้น พร้อมกับขออภัยสำหรับความไม่สะดวกที่ทำให้ผู้ใช้ได้รับผลกระทบ
       
       วิธีการรับมือกับปัญหานี้คือการปิดและเปิดเครื่องใหม่ ซึ่งผู้ใช้หลายคนพบว่าสามารถแก้ปัญหานี้ได้ชั่วคราว ถือเป็นวิธีการแก้ปัญหาที่ทำได้ง่ายในช่วงที่แอปเปิลยังไม่ได้ออก iOS 7 เวอร์ชันใหม่ที่แก้ปัญหานี้แล้ว
       
       2 ภาพเคลื่อนไหวทำป่วย
      
       แพทย์อเมริกันออกมายืนยันแล้วว่าภาพแอนิเมชันหรือภาพเคลื่อนไหว “ซูมเข้า ซูมออก” ใน iOS 7 นั้นสามารถทำให้ผู้ใช้มีอาการมึนศีรษะได้ไม่ต่างจากอาการเมารถ เนื่องจากผู้ใช้สามารถเมาภาพเคลื่อนไหวเหล่านี้เหมือนที่มึนศีรษะกับหน้าจอยักษ์ในโรงภาพยนตร์ไอแม็กซ์ (IMAX) ซึ่งเป็นอาการที่เกิดในผู้ใช้บางคนเท่านั้น

       
       ภาวะเช่นนี้เกิดขึ้นเพราะสมองเกิดความสับสนเมื่อตาพยายามจับโฟกัสภาพที่ไม่สอดคล้องกับข้อมูลจากอวัยวะคุมการทรงตัวของร่างกาย (balancing organ) ที่อยู่ในหูชั้นใน เช่น ผู้ที่นั่งในรถซึ่งกำลังวิ่งหรืออยู่บนเรือที่กำลังโคลงเคลงแล้วพยายามอ่านหนังสือ ก็จะเกิดอาการเมาขึ้นได้
       
       เพื่อสร้างความแน่ใจว่าปัญหานี้จะไม่เกิดกับชาว iOS 7 ควรจะเลือกปิดภาพเคลื่อนไหวเหล่านี้โดยเลือกที่ Settings > General > Accessibility แล้วมองหาตัวเลือกชื่อ “Reduce Motion” จากนั้นแตะภาพสวิตช์ด้านข้างเพื่อเปิดการทำงานของระบบลดภาพเคลื่อนไหว เมื่อเปิดแล้วสวิตช์จะเปลี่ยนเป็นสีเขียว
       
       Reduce Motion เป็นฟีเจอร์ที่ถูกมองว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้ผู้ใช้บางคนมีอาการมึนศีรษะและวิงเวียนเมื่อใช้งาน iOS 7 เนื่องจากภาพเคลื่อนไหวที่แอปเปิลจัดเต็มในระบบปฏิบัติการใหม่เพื่อให้ภาพสัญลักษณ์แอปพลิเคชันสามารถเคลื่อนที่ไปมาบนพื้นหลังได้ จุดนี้ผู้ใช้ที่อ่อนไหวต่อภาพเคลื่อนไหวมีโอกาสสูงที่จะเกิดอาการวิงเวียนศีรษะในที่สุด
       
       3 สูบแบตขั้นเทพ
      
       คุณสมบัติมากมายของ iOS 7 นั้นมีประโยชน์ แต่ต้องยอมรับว่าการตั้งค่าหลายอย่างที่ซ่อนอยู่ภายในนั้นมีผล “สูบแบต” จนทำให้ผู้ใช้ไอโฟน ไอพ็อด และไอแพดที่อัปเกรดระบบปฏิบัติการเป็นเวอร์ชันใหม่ล่าสุด iOS 7 ต้องระอาใจกับแบตเตอรี่ที่หมดลงอย่างรวดเร็ว

       
       หนึ่งในคุณสมบัติที่ถูกมองว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้ iOS 7 สูบแบตเตอรี่ คือ Background app refreshing ซึ่งเป็นความสามารถในการทำให้แอปพลิเคชันเปลี่ยนแปลงหรือรีเฟรชอยู่ตลอดเวลาแบบมัลติทาสก์ จุดเด่นของคุณสมบัตินี้คือเมื่อฝนตกฟ้าดำครึ้ม แอปพลิเคชันพยากรณ์อากาศใน iOS 7 จะมีพื้นหลังหรือ background เป็นสีครึ้มที่แสดงว่าฝนกำลังตั้งเค้า แม้ว่าจะมีการเปิดใช้งานแอปพลิเคชันอื่นอยู่
       
       การอัปเดทตลอดเวลานี้มีส่วนทำให้ iOS 7 สูบแบตเตอรี่มากโดยไร้ความจำเป็น เนื่องจาก iOS 7 ตั้งค่าเริ่มต้น หรือ default มาให้ทุกแอปพลิเคชันสามารถอัปเดตตัวเองตลอดเวลาที่มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต เพื่อแก้ไขปัญหานี้ สามารถเลือกที่เมนู Settings > General > Background App Refresh เพื่อปิดการตั้งค่านี้กับทุกแอปพลิเคชันหรือบางแอปพลิเคชัน ซึ่งไม่เพียงช่วยยืดอายุการใช้งานแบตเตอรี่ต่อวัน แต่ยังทำให้เครื่องสามารถทำงานเร็วขึ้นด้วย
       
       4 แอปเด้งออก
      
       ผู้ใช้ iOS 7 หลายคนพบเหตุการณ์ “แอปพลิเคชันปิดตัวเองอัตโนมัติ” หลังจากอัปเดทระบบปฏิบัติการไอโอเอสแล้ว โดยในขณะที่ใช้งานแอปพลิเคชันทั่วไป แอปจะค้างและปิดตัวเองแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย จุดนี้ผู้ใช้ระบุว่าหนึ่งในแอปพลิเคชันที่พบปัญหา “เด้งออก” บ่อยที่สุด คือ สแนปแชต (Snapchat) และเมลบ็อกซ์ (Mailbox)

       
       ปัญหานี้เกิดขึ้นเพราะบางแอปพลิเคชันยังไม่ถูกปรับปรุงให้รองรับ iOS 7 อย่างเต็มที่ ทำให้เครื่องที่ถูกอัปเดทเป็น iOS 7 แล้วเปิดคุณสมบัติ Background App Refresh จะทำให้แอปพลิเคชันทำงานผิดพลาด จุดนี้ผู้ใช้จะต้องปิดคุณสมบัติ Background App Refresh ตามวิธีเดียวกับปัญหาข้อ 3 คือการเลือกที่เมนู Settings > General > Background App Refresh และตรวจให้แน่ใจว่าแอปพลิเคชันที่พบปัญหานั้นถูกคลิกปิดคุณสมบัตินี้แล้ว
       
       5 ล็อกไปก็ไร้ประโยชน์
      
       แอปเปิลแถลงว่า กำลังเร่งมือแก้ไขปัญหาความปลอดภัยบนระบบล็อกหน้าจอ เช่น ปัญหาโอกาสถูกลักลอบเปิดชมภาพถ่ายจากหน้าจอที่กำลังล็อกอยู่ หรือปัญหาโอกาสเครื่องสามารถโทร.ออกเบอร์ใดก็ได้ (ไม่ใช่เบอร์ฉุกเฉิน) ในหน้าโทร.ฉุกเฉินหรือ emergency call จากหน้าจอที่ถูกล็อก ซึ่งถือเป็นปัญหาที่ทำให้การล็อกหน้าจอด้วยรหัสผ่านไม่มีประโยชน์ใดๆ เพราะผู้อื่นสามารถลักลอบใช้งานโทรศัพท์ได้โดยไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

       
       หลังจากเปิดอัปเดตระบบปฏิบัติการ iOS 7 เพียงสัปดาห์เดียว แอปเปิลจึงประกาศเปิดอัปเดตระบบปฏิบัติการใหม่ในชื่อ iOS 7.0.2 ให้ผู้ใช้ iOS ทุกคนได้ดาวน์โหลด ซึ่งนอกจากการแก้ปัญหาความปลอดภัยนี้ แอปเปิลยังเพิ่มความสามารถใหม่ให้ผู้ใช้สามารถป้อนภาษากรีก (Greek keyboard) เป็นรหัสผ่านได้ ซึ่งเป็นคุณสมบัติใหม่ที่ยังไม่เคยมีใน iOS เวอร์ชันใด
       
       ผู้ใช้ไอโอเอสสามารถอัปเดต iOS 7.0.2 ด้วยการคลิกที่ Settings เลือก General และ Software Update โดยไฟล์อัปเดตมีขนาด 17.4 MB เท่านั้น
       
       6 ตั้งค่า iOS 7 สุดงง
      
       iOS 7 ถูกสื่อมวลชนอเมริกันตั้งคำถามอย่างเจ็บแสบว่า จงใจออกแบบการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวหรือ privacy setting ให้ผู้ใช้เข้าใจผิด หรือเป็นการออกแบบที่ผิดพลาดจนทำให้ตัวเลือกการตั้งค่าดูน่าสับสนไปหมด

       
       สาเหตุที่ทำให้ iOS 7 ถูกวิจารณ์เช่นนี้ คือ คุณสมบัติที่ซ่อนอยู่ในส่วน Frequent Locations บริการอิงสถานที่ซึ่งจะนำข้อมูลพิกัดจุดที่ผู้ใช้ยืนอยู่ในขณะนั้นมาประมวลผลเพื่อนำเสนอข้อมูลที่อยู่บริเวณใกล้เคียงหรือสอดคล้องกัน คุณสมบัตินี้ไม่เพียงมีส่วนทำให้เกิดปัญหาแบตเตอรี่หมดเร็ว แต่ยังมีความเสี่ยงที่ทำให้ผู้ใช้ได้รับอันตรายจากเหตุไม่คาดฝันเพราะการเปิดเผยตำแหน่งที่อยู่ที่ชัดเจนเกินไป
       
       ปัญหาคือ ยังมีการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวที่มีความสำคัญแม้ผู้ใช้จะปิดคุณสมบัตินี้แล้ว ซึ่งเชื่อว่ามีผู้ใช้ส่วนน้อยที่รู้ทันว่าต้องตั้งค่าเพิ่มเติมเพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัวของตัวเอง การปิดคุณสมบัตินี้เริ่มที่ Settings > Privacy > Location Services จากนั้นต้องเลื่อนหน้าจอลงแล้วเลือก System Services ก่อนจะเลือก Frequent Locations ให้เป็นปิด
       
       ตัวเลือกในหน้านี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์ใช้งานบริการแอปพลิเคชันแนะนำสิ่งน่าสนใจบริเวณที่ยืนอยู่ได้ดีก็จริง แต่ก็มีหลายแอปพลิเคชันที่อาจไม่มีความจำเป็นโดยตรงอย่างระบบโฆษณาของแอปเปิล “ไอแอดส์ (iAds)” ซึ่งเมื่อผู้ใช้ส่วนใหญ่เลือกปิดทั้งหมด และเลื่อนลงมาที่บรรทัดล่างสุด Frequent Locations ก่อนจะกดปิดคุณสมบัตินี้แล้ว แต่ยังมีคุณสมบัติอื่นที่ซ่อนอยู่หลังจากนี้อีก นั่นคือ Status Bar Icon
       
       ข้อมูลระบุว่าเป็นเรื่องที่ไม่สมควรที่แอปเปิลตั้งค่าเริ่มต้นให้ Status Bar Icon ถูกปิดไว้ เนื่องจากคุณสมบัตินี้จะทำให้ผู้ใช้เห็นการแจ้งเตือนว่าแอปพลิเคชันใดกำลังเรียกใช้งานข้อมูลพิกัดที่ผู้ใช้ยืนอยู่ คุณสมบัติที่มีประโยชน์เช่นนี้กลับถูกปิดไว้โดยแอปเปิล ซึ่งผู้ใช้หลายคนถูกหลอกตาว่าการตั้งค่าให้ปิดนั้นเป็นเรื่องที่ดีแล้ว ดังนั้นผู้ที่ให้ความสำคัญกับการปกป้องความเป็นส่วนตัว ควรตรวจสอบการตั้งค่าในหน้า System Services ให้ละเอียดอีกครั้ง
       
       7 ทัชไอดีถูกลองของ
      
       ถ้าคำว่าลองของคือการท้าทาย แอปเปิลก็ต้องถูกเรียกว่ากำลังโดนผู้ใช้ลองของระบบทัชไอดี (Touch ID) ระบบอ่านลายนิ้วมือที่แอปเปิลมาติดไว้ให้ผู้ใช้สามารถปลดล็อกไอโฟนรุ่นใหม่ iPhone 5S ด้วยการแตะนิ้วมือลงบนปุ่มโฮม เพื่อพิสูจน์ว่าสิ่งที่แอปเปิลทำนั้นมีข้อผิดพลาด เนื่องจากผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องใช้นิ้วมือแตะอย่างเดียว แต่สามารถใช้อวัยวะอื่นอย่างจมูก นิ้วหัวแม่เท้า หัวนม รวมถึงอวัยวะเพศชายหรือเจ้าโลกก็ได้

       
       การตรวจดูลายนิ้วมือในระบบยืนยันบุคคลนั้นมีหลากหลายวิธี แต่วิธีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือการเปรียบเทียบจุดสังเกตขนาดเล็ก (minutiae) โดยจุดดังกล่าว คือ จุดที่เส้นลายนิ้วมือ (ridge) มาบรรจบหรือแยกออกจากกัน หรืออาจเป็นจุดจบของเส้นลายนิ้วมือก็ได้ แต่แอปเปิลเคยยืนยันว่ารูปแบบสแกนลายนิ้วมือของทัชไอดีนั้นถูกปรับปรุงจากระบบสแกนลายนิ้วมือที่ใช้กันทั่วไปให้สามารถทำงานได้ดีและไวยิ่งขึ้น ซึ่งการเล่นพิเรนทร์ของผู้ใช้อาจเป็นผลจากการจงใจพัฒนาระบบทัชไอดีให้สามารถทำงานอย่างยืดหยุ่นทุกสถานการณ์
       
       จุดนี้แอปเปิลเคยระบุว่าได้นำทัชไอดีนำมาประยุกต์กับระบบอ่านลายนิ้วมือบนคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กที่รองรับการปาดนิ้ว และที่ผ่านมาแอปเปิลพยายามปรับให้นิ้วที่มีการทาครีมโลชัน นิ้วที่ได้รับการผ่าตัด ซึ่งมีรายงานว่าแอปเปิลสามารถแก้ปัญหานี้ได้ระดับหนึ่ง การแก้ปัญหานี้อาจทำให้ระบบทัชไอดีของแอปเปิลสามารถรองรับการอ่านค่าลายผิวหนังบริเวณอื่นได้ดีกว่าระบบทั่วไป ทั้งจมูก หัวนม รวมถึงนิ้วหัวแม่เท้า หรือแม้แต่เจ้าโลกของคุณผู้ชาย
       
       หลายคนมองว่าปัญหานี้ไม่ใช่ปัญหา แต่เป็นเรื่องของการบอกให้โลกรู้ว่ายักษ์ใหญ่อย่างแอปเปิลก็มีข้อบกพร่องที่ไม่ได้ศึกษาวิจัยให้ดีก่อนจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใด ซึ่งวิธีรับมือกับเรื่องนี้ คือ การถามตัวคุณเองว่าจะลองของแอปเปิลด้วยอวัยวะใดของคุณดี หากซื้อ iPhone 5S มาใช้งาน

วันพุธที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2556

ข่าว IT มือถือ 64 บิต ครั้งแรกของโลก - รอบรู้ไอที รอบโลกเทคโนโลยี

มือถือ 64 บิต ครั้งแรกของโลก - รอบรู้ไอที รอบโลกเทคโนโลยี



      เดือนนี้การแข่งขันด้านมือถือร้อนแรงมาก มีการเปิดตัวมือถือใหม่จากค่ายใหญ่ ๆ ออกมากันอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นของค่ายแอปเปิลที่ออกตัวไอโฟน 5 เอส ( iPhone 5s) ที่เรียกเสียงฮือฮาได้ไม่น้อย ซึ่งทางด้านคู่แข่งคนสำคัญอย่างซัมซุงเองก็ไม่ยอมแพ้ออกกาแล็คซี่ เอส 5 ( Galaxy S5) ตามมาติด ๆ จนคนติดตามเริ่มงงครับว่าค่ายนึงก็ 5 เอส อีกค่ายก็ เอส 5
     มือถือตัวใหม่ของทั้งสองค่ายมีอะไรน่าสนใจหลายอย่าง ตัว CPU (Central Processing Unit) ที่อยู่ในมือถือตัวใหม่ของทั้งสองค่าย ซึ่งเป็น CPU มือถือชนิด 64 บิต (bit) ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของโลกเลยก็ว่าได้ที่ CPU ชนิด 64 บิตมาอยู่บนมือถือ เพราะก่อนหน้านี้ CPU บนมือถือของเราจำกัดอยู่แค่ 32 บิต หรือแม้แต่เครื่องคอมพิวเตอร์ที่บ้านของผู้อ่านหลาย ๆ คนก็ยังคงใช้ CPU ชนิด 32 บิตกันอยู่เลย
     สรุปง่าย ๆ ว่า CPU ชนิด 64 บิตของมือถือตัวใหม่นี้ เรียกได้ว่าเป็น CPU ที่แรงจริง และสามารถทำอะไรได้มากขึ้นมาก แต่เครื่องที่ CPU แรง ๆ ไม่ได้หมายความว่าจะดีกว่าสำหรับทุกคนเสมอไป การที่ CPU รองรับบิตมากกว่าเดิมนั้น นอกจากระบบจะกินหน่วยความจำมากขึ้น ยังแถมพ่วงกับปัญหาที่ว่า พวกโปรแกรมเก่า ๆ ทั้งหมดบนมือถือรุ่น CPU 32 บิตที่เราเคยมีอาจจะไม่สามารถใช้งานได้ โดยเฉพาะหากนักพัฒนาไม่ทำการอัพเดตโปรแกรมให้รองรับการทำงานกับ CPU ตัวใหม่นี้ นอกจากนี้วงจรของ CPU ที่ซับซ้อนมากขึ้นก็ทำให้เปลืองไฟมากขึ้นด้วย หากเป็นงานง่าย ๆ ที่จำนวนข้อมูลที่เกี่ยวข้องมีน้อย ใช้แค่ CPU ที่ระดับบิตน้อย ๆ ก็มากเกินพอต่อการใช้งานแล้ว ไม่สิ้นเปลืองทรัพยากรของเครื่อง กินไฟน้อย แถมราคาถูกกว่า พูดง่าย ๆ ก็คือ การจะใช้ CPU แรง ๆ อย่างชนิด 64 บิตนี้ให้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพนั้น ก็ต่อเมื่อเรามีระบบปฏิบัติการหรือโปรแกรมอื่น ๆ ที่ถูกออกแบบมาให้รองรับความแรงนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย ไม่งั้น CPU แรง ๆ ก็เป็นได้แค่เครื่องประดับโก้ ๆ ที่กลับจะเป็นภาระหรืออุปสรรคต่อการใช้งานมือถือของเราเท่านั้นเอง
     ในส่วนของผู้ใช้ อาจจะต้องแล้วแต่ลักษณะการใช้งานของแต่ละคนว่าเหมาะกับตัว CPU บนมือถือตัวใหม่นี้ไหม เช่น เราใช้โปรแกรมอะไรบ่อย โปรแกรมเหล่านั้นยังคงมีการอัพเดตเพื่อรองรับนวัตกรรมใหม่อย่างสม่ำเสมอหรือไม่ เราเล่นเกมกราฟิกส์เยอะไหม ใช้แบตเตอรี่ต่อวันขนาดไหน

วันอังคารที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2556

ข่าว IT “ไลน์เกม”สุดฮิตดาวน์โหลดทะลุ 200 ล้านครั้งทั่วโลก

“ไลน์เกม”สุดฮิตดาวน์โหลดทะลุ 200 ล้านครั้งทั่วโลก





     ไลน์เกมประสบความสำเร็จยอดดาวน์โหลดเกิน 200 ล้านครั้งทั่วโลก เฉพาะไลน์ป็อปทะลุ 34 ล้านครั้ง  ไลน์ประเทศไทยร่วมฉลอง พร้อมจัดกิจกรรมพิเศษหาโครงเรื่องทำหนังโฆษณา      รายงานข่าวจาก บริษัท ไลน์  พลัส คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้ให้บริการแอพพลิเคชั่นไลน์ และไลน์เกม เปิดเผยว่า หลังจากได้เปิดให้บริการเกมเมื่อ 14 เดือนที่ผ่านมา ปรากฎว่าขณะนี้แพลตฟอร์มเกมของไลน์มียอดดาวน์โหลดครบ 200 ล้านครั้งทั่วโลกแล้ว จากเกมที่เปิดบริการ 36 เกม ในหลายรูปแบบ ทั้งเกมแนว พัสเซิล ที่นำคาแรกเตอร์ต้นแบบของไลน์ มาเป็นคาแรกเตอร์ในเกม และเกม ไลน์ ป๊อป ที่ประสบความสำเร็จด้วยยอดดาวน์โหลดสูงถึง 34 ล้านครั้ง  ไปจนถึงเกมรูปแบบใหม่อย่าง เกม ไลน์ วิน รันเนอร์ ที่ได้รับรางวัลเกมยอดนิยมระดับโลก และมียอดดาวน์โหลดมากกว่า 15 ล้านครั้ง

     อ้างอิง : http://www.dailynews.co.th/technology/233378

วันจันทร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2556

ข่าว IT พานาโซนิคหนีกล้องสมาร์ทโฟน หันรุกคอมแพกต์ไฮเอนด์-มิร์เรอร์เลส

พานาโซนิคเผยครึ่งปีแรกตลาดกล้องคอมแพกต์ตกไปแล้วกว่า 40% เพราะผู้บริโภคส่วนใหญ่นิยมใช้สมาร์ทโฟนถ่ายรูปมากขึ้น เตรียมปรับแผนการตลาดใหม่มุ่งสู่กล้องตลาดคอมแพกต์ไฮเอนด์และมิร์เรอร์เลสหวังทดแทนส่วนที่หายไป พร้อมปล่อย Lumix GX7กล้องระดับพรีเมียม และกล้องคอมแพกต์ระดับไฮเอนด์รุ่นใหม่ 2 รุ่น มาพร้อม Wi-Fi / NFC ที่ช่วยให้การแชร์ภาพถ่ายไปยังอุปกรณ์อื่นๆ ได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว หวังดันให้ยอดขายโตขึ้น 20%
       
       นายโทชิฮิโร มาจิมะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พานาโซนิค ซิว เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ยอดขายกล้องคอมแพกต์ระดับล่างทั่วโลกเริ่มชะลอในปีที่ผ่านมา และส่งผลมาถึงครึ่งปีแรกของปี 2013 ซึ่งถือว่ามียอดขายตกลงมากที่สุด โดยลดลงไปกว่า 40% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อน เช่นเดียวกับยอดขายของกล้องดีเอสแอลอาร์ที่เริ่มทรงตัวและไม่ได้มีอัตราการเติบโตมากนัก ทำให้พานาโซนิคเตรียมที่จะปรับแผนการตลาดใหม่ด้วยการหันมารุกตลาดคอมแพกต์ไฮเอนด์และมิร์เรอร์เลสมากขึ้น
       
       โดยเฉพาะในตลาดมิร์เรอร์เลสที่พานาโซนิคมองว่ามีอัตราการเติบโตที่ดี และสามารถพัฒนาตลาดเพื่อทดแทนกับยอดขายที่หายไปจากกล้องคอมแพกต์ระดับล่างได้ ซึ่งในครึ่งปีแรกที่ผ่านมายอดขายกล้องมิร์เรอร์เลสของพานาโซนิคเพิ่มขึ้นถึง 6%
       
       “สำหรับตลาดกล้องดีเอสแอลอาร์นั้น แม้ยอดขายจะชะลอตัวแต่พานาโซนิคเชื่อว่าจะตกลงไม่มากนัก เนื่องจากตลาดยังมีความต้องการอยู่ ซึ่งพานาโซนิคไม่มีผลิตภัณฑ์นำเสนอในตลาดกลุ่มนี้จึงมีการพัฒนาในตลาดอื่นๆ แทน โดยมีผลิตภัณฑ์ในตระกูลลูมิกซ์ ในกลุ่ม G ซีรีส์ ที่ถือได้ว่าประสบความสำเร็จและได้รับการตอบรับจากตลาดกล้องดิจิตอลสำหรับมืออาชีพเป็นอย่างดี และจะมีการพัฒนาให้หลากหลายเพื่อรองรับทุกความต้องการให้มากขึ้น”
       
       
       พร้อมกันนี้พานาโซนิคยังได้เปิดตัวกล้องดิจิตอลคอมแพกต์คุณภาพสูงอีก 2 รุ่น ได้แก่ Lumix LF1 มีดีไซน์ที่เพรียวบางเหมาะสำหรับการพกพา ที่มาพร้อมด้วยช่องมองภาพ (EVF) ที่มีระบบ Wi-Fi / NFC ที่ทำให้ผู้ใช้สามารถแชร์ภาพถ่ายไปยังอุปกรณ์อื่นๆ ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว และ Lumix FZ70 กล้องดิจิตอล Power Zoom ที่โดดเด่นด้วยเลนส์ LUMIX DC Vario ออฟติคอลซูม 60 เท่า รวมไปถึงยังเตรียมนำเข้าเลนส์ความไวแสงสูงที่สุดสำหรับกล้องมิร์เรอร์เลสระบบ Micro 4/3 รุ่นใหม่
       
       
       สำหรับสเปกของ Lumix GX7 มีช่องมองภาพหรือไลฟ์ วิว ไฟน์เดอร์ (Live View Finder) ที่ปรับได้ 90 องศา ให้ความละเอียดภาพสูงถึง 2.76 ล้านพิกเซล แสดงผล 100% สำหรับการถ่ายภาพในทุกมุมมอง ด้วยหน้าจอ LCD ระบบสัมผัส ขนาด 3 นิ้ว มีการพัฒนาระบบกันสั่นในตัวกล้อง บันทึกภาพวิดีโอระดับ Full HD 60fps ในรูปแบบ AVCHD Progressive และ MP4 เพื่อนำไปใช้งานตัดต่อได้โดยไม่ต้องแปลงไฟล์ และในโหมด Creative Control มีฟิลเตอร์ให้เลือก 22 แบบ เชื่อมต่อด้วยระบบ Wi-Fi / NFC ในตัว ซึ่งสามารถเชื่อมต่ออย่างง่ายดายกับสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต ราคาเริ่มต้นที่ 34,900 บาท