วันเสาร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ข่าว IT Google Web Designer อัพเดตใหม่เพิ่มฟีเจอร์เครื่องมือไล่สี





 

Google Web Designer อัพเดตใหม่เพิ่มฟีเจอร์เครื่องมือไล่สี

       

           

         
         Google Web Designer ออกรุ่นใหม่ 1.0.2 แก้ปัญหา 22 รายการ พร้อมเพิ่มฟีเจอร์ใหม่เป็นเครื่องมือไล่สีซึ่งสามารถใช้งานได้ทั้งการไล่สีแบบเชิงเส้น และแบบวงกลม
         
         ผู้ที่ใช้งาน Google Web Designer 1.0.1 ที่ออกมาตั้งแต่เดือนตุลาคมก่อนหน้านี้แล้ว จะได้รับการอัพเดตเป็นเวอร์ชันใหม่โดยอัตโนมัติเมื่อเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต


         ที่มา : http://www.itday.in.th/google-web-designer

วันพุธที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ข่าว IT ไมโครซอฟท์ส่งไดนามิกส์ ซีอาร์เอ็ม 2013 เพิ่มการเชื่อมต่อโซเชียลมีเดียมัดใจลูกค้า

ไมโครซอฟท์ส่งไดนามิกส์ ซีอาร์เอ็ม 2013 เพิ่มการเชื่อมต่อโซเชียลมีเดียมัดใจลูกค้า

  
     “ไมโครซอฟท์” ชี้อีก 10 ปีข้างหน้าบริษัทที่เห็นอยู่ทุกวันจะเหลือรอดเพียง 25% เท่านั้น เหตุการแข่งขันสูงและพฤติกรรมของลูกค้าเปลี่ยนแปลงเร็ว ส่งไมโครซอฟท์ ไดนามิกส์ ซีอาร์เอ็ม 2013 ใหม่เชื่อมต่อการทำงานเข้ากับเครื่องมือโซเชียลมีเดีย ทำให้ผู้ใช้งานสามารถบริหารจัดการผ่านโมบายดีไวซ์ได้ทุกที่ ช่วยสร้างความพึงพอใจและการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าได้ยาวนาน พร้อมเจาะองค์กรทุกธุรกิจโดยเฉพาะภาคการเงิน การประกันภัย และการขาย

     “ไมโครซอฟท์สามารถช่วยให้ธุรกิจสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ จึงได้นำเสนอไมโครซอฟท์ ไดนามิกส์ ซีอาร์เอ็ม 2013 (Microsoft Dynamics CRM 2013) โซลูชันด้านการบริหารจัดการลูกค้าสัมพันธ์อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ช่วยให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงข้อมูลด้านซีอาร์เอ็มผ่านดีไวซ์ได้ทุกรูปแบบ เพื่อเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้าและเข้าสู่ยุคใหม่ได้อย่างง่ายดาย”

      โดยสามารถเข้าถึงข้อมูลด้านซีอาร์เอ็มได้บนดีไวซ์ทุกรูปแบบ ผ่านระบบทัชสกรีน อาทิ การใช้งานบนแท็บเล็ตที่รันระบบปฏิบัติการวินโดวส์ 8.1 ไอโอเอส แอนดรอยด์ รวมถึงผ่านสมาร์ทโฟนที่รันระบบปฏิบัติการวินโดวส์โฟน ไอโอเอส ของไอโฟน และแอนดรอยด์โฟน ยังไม่นับการทำงานร่วมกับบริการเครือข่ายภายในองค์กร (Enterprise Social) ต่างๆ เช่น แยมเมอร์ (Yammer) ลิงซ์ (Lync) และสไกป์ (Skype) ช่วยให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริการการขาย การตลาด และผู้ใช้งานสามารถปรับให้เข้ากับความต้องการได้

         ไมโครซอฟท์ ไดนามิกส์ ซีอาร์เอ็ม มีความยืดหยุ่นในการใช้งานสูง ทำให้มองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับลูกค้าได้รอบทิศทาง นอกจากนี้ยังช่วยให้รับรู้ถึงสิ่งที่ลูกค้าต้องการ รวมไปถึงยังช่วยให้การสื่อสารกับร้านค้าสาขาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถติดตามสถานะสินค้าได้ในเวลาที่ต้องการ และที่สำคัญคือการลดต้นทุนการจัดการในด้านอื่นๆ ได้เป็นอย่างดี

     นอกจากนี้ ไมโครซอฟท์ ไดนามิกส์ ซีอาร์เอ็ม 2013 ยังมีคุณสมบัติใหม่ที่ช่วยให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายขาย ฝ่ายการตลาด และฝ่ายดูแลลูกค้า สามารถจับคู่ลูกค้ากับสินค้าและบริการที่ต้องการ และเข้าไปมีส่วนร่วมกับลูกค้าได้ และด้วยการแสดงผลที่เรียบง่ายและสามารถแสดงข้อมูลของลูกค้าทั้งหมดได้บนจอเดียว ช่วยให้ผู้ใช้งานมองเห็นทุกอย่างที่ต้องการทราบเกี่ยวกับการปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าได้อย่างง่ายดาย รองรับความต้องการสำหรับธุรกิจที่เฉพาะเจาะจง ช่วยสร้างประสบการณ์ที่ตรงกับความคาดหวังของลูกค้า ช่วยสร้างวงจรการขายที่สั้นลง สร้างอัตราในการปิดการขายที่เพิ่มขึ้น และไม่ต้องเสียเวลาในการหาบุคลากรใหม่

     อ้างอิง : http://www.manager.co.th/CyberBiz/ViewNews.aspx?NewsID=9560000143937

วันอังคารที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ข่าว IT ลุ้น iPhone ยุคหน้า พลิกตัวกลับเมื่อร่วงหล่นได้เหมือนแมว

         ลุ้น iPhone ยุคหน้า พลิกตัวกลับเมื่อร่วงหล่นได้เหมือนแมว



          เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นมากเมื่อแอปเปิล (Apple) ยื่นเรื่องขอจดสิทธิบัตรเทคโนโลยีใหม่ที่จะสามารถพลิกไอโฟน (iPhone) ที่กำลังร่วงหล่น ให้กระทบกับพื้นในจุดที่เสียหายน้อยที่สุด ไม่ต่างจากแมวเหมียวที่สามารถพลิกตัวเมื่อกระโดดลงจากที่สูงได้อย่างปลอดภัย ขณะเดียวกันก็สามารถใช้ระบบไอพ่นเพื่อลดแรงกระแทกได้พร้อมกัน

หลักการทำงานของสิทธิบัตรเทคโนโลยีนี้ คือการนำหน่วยประมวลผลมาวิเคราะห์ข้อมูลจากเซ็นเซอร์จับความเคลื่อนไหวที่แอปเปิลนำมาติดไว้ในอุปกรณ์ของตัวเองมานานหลายปี ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นสะพานเชื่อมให้มอเตอร์สำหรับการพลิกตัวทำงานตามสถานการณ์ที่ได้รับ ซึ่งจะสามารถปกป้องกระจกหรืออุปกรณ์ภายในเครื่องไม่ให้เสียหายจากการกระแทก

          แอปเปิลอธิบายรายละเอียดของสิทธิบัตรเทคโนโลยีนี้ไว้ว่า เซ็นเซอร์จับความเคลื่อนไหวจะสามารถรับรู้ได้เมื่อเครื่องกำลังจะร่วงหล่น โดยภายในเวลาไม่กี่มิลลิวินาที เซ็นเซอร์จะสามารถตรวจสอบองศาการเอียงเครื่องผ่านเซ็นเซอร์เมื่อประเมินว่าแท็บเล็ตหรือสมาร์ทโฟนจะตกกระทบพื้นที่จุดอ่อนแอแตกหักง่ายที่สุดอย่างหน้าจอ หรือจะตกลงที่จุดอ่อนแออันดับที่ 2 อย่างฝาหลังเครื่อง ซึ่งมอเตอร์สำหรับพลิกเครื่องจะทำงานตามข้อมูลที่หน่วยประมวลผลประเมินได้ เพื่อให้เครื่องไม่ตกกระทบในพื้นที่อ่อนแอเสียหายง่าย

          แอปเปิลเชื่อว่าการเปลี่ยนองศาเครื่องขณะร่วงหล่นจะเป็นการลดโอกาสที่จะทำให้เครื่องได้รับความเสียหายง่าย ซึ่งถือเป็นความฝันของเจ้าของอุปกรณ์ไอทีส่วนใหญ่

          อย่างไรก็ตาม ความท้าทายหลักของสิทธิบัตรนี้คือข้อจำกัดของเซ็นเซอร์ ที่มีโอกาสน้อยมากในการตรวจวัดระยะทางว่าเครื่องอยู่สูงจากพื้นมากน้อยเพียงใด รวมถึงการคำนวณรูปแบบการร่วงหล่นที่เป็นไปได้หลากหลาย ทั้งหมดนี้ นักวิเคราะห์เชื่อว่าไม่มีทางเป็นไปได้ที่กล้องดิจิตอลจะถูกเปิดเพื่อบันทึกภาพและตีความปัจจัยในการร่วงหล่นได้ทัน จุดนี้ทำให้ระบบพลิกตัวเครื่องเมื่อหล่นสามารถทำได้เพียงสร้างสมดุลย์ ในรูปแบบเดียวกับที่พาหนะขับเคลื่อน 2 ล้ออย่างเซกเวย์ (Segway) ทำได้ ซึ่งเซกเวย์จะไม่มีทางคว่ำแม้ว่าผู้ใช้จะยืนไม่สมดุลย์

          อ้างอิง : http://www.manager.co.th/CyberBiz/ViewNews.aspx?NewsID=9560000129121



วันศุกร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ข่าว IT 7 มุมมืดของ iOS 7 (พร้อมวิธีรับมือ)

7 มุมมืดของ iOS 7 (พร้อมวิธีรับมือ)




 ในช่วงเวลาระหว่างรอให้แอปเปิลแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น สิ่งที่ผู้ใช้ iOS 7 ควรทำคือการเรียนรู้และเข้าใจวิธีการแก้ปัญหาเบื้องต้นด้วยตัวเอง พร้อมกับทำใจยอมรับสัจธรรมว่า ไม่มีสิ่งใดสมบูรณ์แบบได้ทั้งหมด
       
       1 iMessage บกพร่อง
      
       แอปเปิลออกมาประกาศแล้วว่ารับทราบปัญหาข้อบกพร่องของแอปพลิเคชันรับส่งข้อความ iMessage ซึ่งทำให้ผู้ใช้ iOS 7 บางรายไม่สามารถรับส่งข้อความได้ และกำลังดำเนินการแก้ไขในขณะนี้

       
       ปัญหานี้ถูกพูดถึงในสังคมออนไลน์วงกว้าง เนื่องจากผู้ใช้ iOS 7 หลายคนร้องเรียนว่าพบสัญลักษณ์สีแดงซึ่งแปลว่าการส่งข้อความที่เพิ่งดำเนินการไปนั้นล้มเหลว ทั้งที่ระหว่างส่งนั้นไม่พบปัญหาใดๆ จนทำให้ดูเหมือนว่าการส่งนั้นทำงานได้ดีตามปกติ ทั้งหมดนี้แอปเปิลออกแถลงการณ์ผ่านอีเมลว่าได้รับทราบปัญหานี้แล้ว โดยปัญหานี้เกิดขึ้นกับผู้ใช้ iMessage เพียง 1% และจะถูกแก้ไขใน iOS 7 เวอร์ชันถัดไปที่แอปเปิลจะเปิดให้ดาวน์โหลดต่อจาก iOS 7.0.2
       
       แอปเปิลแนะนำให้ผู้ใช้ที่พบปัญหานี้แก้ปัญหาเบื้องต้นตามเอกสารช่วยเหลือ หรือติดต่อศูนย์บริการ AppleCare เพื่อแก้ไขปัญหาเบื้องต้น พร้อมกับขออภัยสำหรับความไม่สะดวกที่ทำให้ผู้ใช้ได้รับผลกระทบ
       
       วิธีการรับมือกับปัญหานี้คือการปิดและเปิดเครื่องใหม่ ซึ่งผู้ใช้หลายคนพบว่าสามารถแก้ปัญหานี้ได้ชั่วคราว ถือเป็นวิธีการแก้ปัญหาที่ทำได้ง่ายในช่วงที่แอปเปิลยังไม่ได้ออก iOS 7 เวอร์ชันใหม่ที่แก้ปัญหานี้แล้ว
       
       2 ภาพเคลื่อนไหวทำป่วย
      
       แพทย์อเมริกันออกมายืนยันแล้วว่าภาพแอนิเมชันหรือภาพเคลื่อนไหว “ซูมเข้า ซูมออก” ใน iOS 7 นั้นสามารถทำให้ผู้ใช้มีอาการมึนศีรษะได้ไม่ต่างจากอาการเมารถ เนื่องจากผู้ใช้สามารถเมาภาพเคลื่อนไหวเหล่านี้เหมือนที่มึนศีรษะกับหน้าจอยักษ์ในโรงภาพยนตร์ไอแม็กซ์ (IMAX) ซึ่งเป็นอาการที่เกิดในผู้ใช้บางคนเท่านั้น

       
       ภาวะเช่นนี้เกิดขึ้นเพราะสมองเกิดความสับสนเมื่อตาพยายามจับโฟกัสภาพที่ไม่สอดคล้องกับข้อมูลจากอวัยวะคุมการทรงตัวของร่างกาย (balancing organ) ที่อยู่ในหูชั้นใน เช่น ผู้ที่นั่งในรถซึ่งกำลังวิ่งหรืออยู่บนเรือที่กำลังโคลงเคลงแล้วพยายามอ่านหนังสือ ก็จะเกิดอาการเมาขึ้นได้
       
       เพื่อสร้างความแน่ใจว่าปัญหานี้จะไม่เกิดกับชาว iOS 7 ควรจะเลือกปิดภาพเคลื่อนไหวเหล่านี้โดยเลือกที่ Settings > General > Accessibility แล้วมองหาตัวเลือกชื่อ “Reduce Motion” จากนั้นแตะภาพสวิตช์ด้านข้างเพื่อเปิดการทำงานของระบบลดภาพเคลื่อนไหว เมื่อเปิดแล้วสวิตช์จะเปลี่ยนเป็นสีเขียว
       
       Reduce Motion เป็นฟีเจอร์ที่ถูกมองว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้ผู้ใช้บางคนมีอาการมึนศีรษะและวิงเวียนเมื่อใช้งาน iOS 7 เนื่องจากภาพเคลื่อนไหวที่แอปเปิลจัดเต็มในระบบปฏิบัติการใหม่เพื่อให้ภาพสัญลักษณ์แอปพลิเคชันสามารถเคลื่อนที่ไปมาบนพื้นหลังได้ จุดนี้ผู้ใช้ที่อ่อนไหวต่อภาพเคลื่อนไหวมีโอกาสสูงที่จะเกิดอาการวิงเวียนศีรษะในที่สุด
       
       3 สูบแบตขั้นเทพ
      
       คุณสมบัติมากมายของ iOS 7 นั้นมีประโยชน์ แต่ต้องยอมรับว่าการตั้งค่าหลายอย่างที่ซ่อนอยู่ภายในนั้นมีผล “สูบแบต” จนทำให้ผู้ใช้ไอโฟน ไอพ็อด และไอแพดที่อัปเกรดระบบปฏิบัติการเป็นเวอร์ชันใหม่ล่าสุด iOS 7 ต้องระอาใจกับแบตเตอรี่ที่หมดลงอย่างรวดเร็ว

       
       หนึ่งในคุณสมบัติที่ถูกมองว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้ iOS 7 สูบแบตเตอรี่ คือ Background app refreshing ซึ่งเป็นความสามารถในการทำให้แอปพลิเคชันเปลี่ยนแปลงหรือรีเฟรชอยู่ตลอดเวลาแบบมัลติทาสก์ จุดเด่นของคุณสมบัตินี้คือเมื่อฝนตกฟ้าดำครึ้ม แอปพลิเคชันพยากรณ์อากาศใน iOS 7 จะมีพื้นหลังหรือ background เป็นสีครึ้มที่แสดงว่าฝนกำลังตั้งเค้า แม้ว่าจะมีการเปิดใช้งานแอปพลิเคชันอื่นอยู่
       
       การอัปเดทตลอดเวลานี้มีส่วนทำให้ iOS 7 สูบแบตเตอรี่มากโดยไร้ความจำเป็น เนื่องจาก iOS 7 ตั้งค่าเริ่มต้น หรือ default มาให้ทุกแอปพลิเคชันสามารถอัปเดตตัวเองตลอดเวลาที่มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต เพื่อแก้ไขปัญหานี้ สามารถเลือกที่เมนู Settings > General > Background App Refresh เพื่อปิดการตั้งค่านี้กับทุกแอปพลิเคชันหรือบางแอปพลิเคชัน ซึ่งไม่เพียงช่วยยืดอายุการใช้งานแบตเตอรี่ต่อวัน แต่ยังทำให้เครื่องสามารถทำงานเร็วขึ้นด้วย
       
       4 แอปเด้งออก
      
       ผู้ใช้ iOS 7 หลายคนพบเหตุการณ์ “แอปพลิเคชันปิดตัวเองอัตโนมัติ” หลังจากอัปเดทระบบปฏิบัติการไอโอเอสแล้ว โดยในขณะที่ใช้งานแอปพลิเคชันทั่วไป แอปจะค้างและปิดตัวเองแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย จุดนี้ผู้ใช้ระบุว่าหนึ่งในแอปพลิเคชันที่พบปัญหา “เด้งออก” บ่อยที่สุด คือ สแนปแชต (Snapchat) และเมลบ็อกซ์ (Mailbox)

       
       ปัญหานี้เกิดขึ้นเพราะบางแอปพลิเคชันยังไม่ถูกปรับปรุงให้รองรับ iOS 7 อย่างเต็มที่ ทำให้เครื่องที่ถูกอัปเดทเป็น iOS 7 แล้วเปิดคุณสมบัติ Background App Refresh จะทำให้แอปพลิเคชันทำงานผิดพลาด จุดนี้ผู้ใช้จะต้องปิดคุณสมบัติ Background App Refresh ตามวิธีเดียวกับปัญหาข้อ 3 คือการเลือกที่เมนู Settings > General > Background App Refresh และตรวจให้แน่ใจว่าแอปพลิเคชันที่พบปัญหานั้นถูกคลิกปิดคุณสมบัตินี้แล้ว
       
       5 ล็อกไปก็ไร้ประโยชน์
      
       แอปเปิลแถลงว่า กำลังเร่งมือแก้ไขปัญหาความปลอดภัยบนระบบล็อกหน้าจอ เช่น ปัญหาโอกาสถูกลักลอบเปิดชมภาพถ่ายจากหน้าจอที่กำลังล็อกอยู่ หรือปัญหาโอกาสเครื่องสามารถโทร.ออกเบอร์ใดก็ได้ (ไม่ใช่เบอร์ฉุกเฉิน) ในหน้าโทร.ฉุกเฉินหรือ emergency call จากหน้าจอที่ถูกล็อก ซึ่งถือเป็นปัญหาที่ทำให้การล็อกหน้าจอด้วยรหัสผ่านไม่มีประโยชน์ใดๆ เพราะผู้อื่นสามารถลักลอบใช้งานโทรศัพท์ได้โดยไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

       
       หลังจากเปิดอัปเดตระบบปฏิบัติการ iOS 7 เพียงสัปดาห์เดียว แอปเปิลจึงประกาศเปิดอัปเดตระบบปฏิบัติการใหม่ในชื่อ iOS 7.0.2 ให้ผู้ใช้ iOS ทุกคนได้ดาวน์โหลด ซึ่งนอกจากการแก้ปัญหาความปลอดภัยนี้ แอปเปิลยังเพิ่มความสามารถใหม่ให้ผู้ใช้สามารถป้อนภาษากรีก (Greek keyboard) เป็นรหัสผ่านได้ ซึ่งเป็นคุณสมบัติใหม่ที่ยังไม่เคยมีใน iOS เวอร์ชันใด
       
       ผู้ใช้ไอโอเอสสามารถอัปเดต iOS 7.0.2 ด้วยการคลิกที่ Settings เลือก General และ Software Update โดยไฟล์อัปเดตมีขนาด 17.4 MB เท่านั้น
       
       6 ตั้งค่า iOS 7 สุดงง
      
       iOS 7 ถูกสื่อมวลชนอเมริกันตั้งคำถามอย่างเจ็บแสบว่า จงใจออกแบบการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวหรือ privacy setting ให้ผู้ใช้เข้าใจผิด หรือเป็นการออกแบบที่ผิดพลาดจนทำให้ตัวเลือกการตั้งค่าดูน่าสับสนไปหมด

       
       สาเหตุที่ทำให้ iOS 7 ถูกวิจารณ์เช่นนี้ คือ คุณสมบัติที่ซ่อนอยู่ในส่วน Frequent Locations บริการอิงสถานที่ซึ่งจะนำข้อมูลพิกัดจุดที่ผู้ใช้ยืนอยู่ในขณะนั้นมาประมวลผลเพื่อนำเสนอข้อมูลที่อยู่บริเวณใกล้เคียงหรือสอดคล้องกัน คุณสมบัตินี้ไม่เพียงมีส่วนทำให้เกิดปัญหาแบตเตอรี่หมดเร็ว แต่ยังมีความเสี่ยงที่ทำให้ผู้ใช้ได้รับอันตรายจากเหตุไม่คาดฝันเพราะการเปิดเผยตำแหน่งที่อยู่ที่ชัดเจนเกินไป
       
       ปัญหาคือ ยังมีการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวที่มีความสำคัญแม้ผู้ใช้จะปิดคุณสมบัตินี้แล้ว ซึ่งเชื่อว่ามีผู้ใช้ส่วนน้อยที่รู้ทันว่าต้องตั้งค่าเพิ่มเติมเพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัวของตัวเอง การปิดคุณสมบัตินี้เริ่มที่ Settings > Privacy > Location Services จากนั้นต้องเลื่อนหน้าจอลงแล้วเลือก System Services ก่อนจะเลือก Frequent Locations ให้เป็นปิด
       
       ตัวเลือกในหน้านี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์ใช้งานบริการแอปพลิเคชันแนะนำสิ่งน่าสนใจบริเวณที่ยืนอยู่ได้ดีก็จริง แต่ก็มีหลายแอปพลิเคชันที่อาจไม่มีความจำเป็นโดยตรงอย่างระบบโฆษณาของแอปเปิล “ไอแอดส์ (iAds)” ซึ่งเมื่อผู้ใช้ส่วนใหญ่เลือกปิดทั้งหมด และเลื่อนลงมาที่บรรทัดล่างสุด Frequent Locations ก่อนจะกดปิดคุณสมบัตินี้แล้ว แต่ยังมีคุณสมบัติอื่นที่ซ่อนอยู่หลังจากนี้อีก นั่นคือ Status Bar Icon
       
       ข้อมูลระบุว่าเป็นเรื่องที่ไม่สมควรที่แอปเปิลตั้งค่าเริ่มต้นให้ Status Bar Icon ถูกปิดไว้ เนื่องจากคุณสมบัตินี้จะทำให้ผู้ใช้เห็นการแจ้งเตือนว่าแอปพลิเคชันใดกำลังเรียกใช้งานข้อมูลพิกัดที่ผู้ใช้ยืนอยู่ คุณสมบัติที่มีประโยชน์เช่นนี้กลับถูกปิดไว้โดยแอปเปิล ซึ่งผู้ใช้หลายคนถูกหลอกตาว่าการตั้งค่าให้ปิดนั้นเป็นเรื่องที่ดีแล้ว ดังนั้นผู้ที่ให้ความสำคัญกับการปกป้องความเป็นส่วนตัว ควรตรวจสอบการตั้งค่าในหน้า System Services ให้ละเอียดอีกครั้ง
       
       7 ทัชไอดีถูกลองของ
      
       ถ้าคำว่าลองของคือการท้าทาย แอปเปิลก็ต้องถูกเรียกว่ากำลังโดนผู้ใช้ลองของระบบทัชไอดี (Touch ID) ระบบอ่านลายนิ้วมือที่แอปเปิลมาติดไว้ให้ผู้ใช้สามารถปลดล็อกไอโฟนรุ่นใหม่ iPhone 5S ด้วยการแตะนิ้วมือลงบนปุ่มโฮม เพื่อพิสูจน์ว่าสิ่งที่แอปเปิลทำนั้นมีข้อผิดพลาด เนื่องจากผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องใช้นิ้วมือแตะอย่างเดียว แต่สามารถใช้อวัยวะอื่นอย่างจมูก นิ้วหัวแม่เท้า หัวนม รวมถึงอวัยวะเพศชายหรือเจ้าโลกก็ได้

       
       การตรวจดูลายนิ้วมือในระบบยืนยันบุคคลนั้นมีหลากหลายวิธี แต่วิธีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือการเปรียบเทียบจุดสังเกตขนาดเล็ก (minutiae) โดยจุดดังกล่าว คือ จุดที่เส้นลายนิ้วมือ (ridge) มาบรรจบหรือแยกออกจากกัน หรืออาจเป็นจุดจบของเส้นลายนิ้วมือก็ได้ แต่แอปเปิลเคยยืนยันว่ารูปแบบสแกนลายนิ้วมือของทัชไอดีนั้นถูกปรับปรุงจากระบบสแกนลายนิ้วมือที่ใช้กันทั่วไปให้สามารถทำงานได้ดีและไวยิ่งขึ้น ซึ่งการเล่นพิเรนทร์ของผู้ใช้อาจเป็นผลจากการจงใจพัฒนาระบบทัชไอดีให้สามารถทำงานอย่างยืดหยุ่นทุกสถานการณ์
       
       จุดนี้แอปเปิลเคยระบุว่าได้นำทัชไอดีนำมาประยุกต์กับระบบอ่านลายนิ้วมือบนคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กที่รองรับการปาดนิ้ว และที่ผ่านมาแอปเปิลพยายามปรับให้นิ้วที่มีการทาครีมโลชัน นิ้วที่ได้รับการผ่าตัด ซึ่งมีรายงานว่าแอปเปิลสามารถแก้ปัญหานี้ได้ระดับหนึ่ง การแก้ปัญหานี้อาจทำให้ระบบทัชไอดีของแอปเปิลสามารถรองรับการอ่านค่าลายผิวหนังบริเวณอื่นได้ดีกว่าระบบทั่วไป ทั้งจมูก หัวนม รวมถึงนิ้วหัวแม่เท้า หรือแม้แต่เจ้าโลกของคุณผู้ชาย
       
       หลายคนมองว่าปัญหานี้ไม่ใช่ปัญหา แต่เป็นเรื่องของการบอกให้โลกรู้ว่ายักษ์ใหญ่อย่างแอปเปิลก็มีข้อบกพร่องที่ไม่ได้ศึกษาวิจัยให้ดีก่อนจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใด ซึ่งวิธีรับมือกับเรื่องนี้ คือ การถามตัวคุณเองว่าจะลองของแอปเปิลด้วยอวัยวะใดของคุณดี หากซื้อ iPhone 5S มาใช้งาน

วันพุธที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2556

ข่าว IT มือถือ 64 บิต ครั้งแรกของโลก - รอบรู้ไอที รอบโลกเทคโนโลยี

มือถือ 64 บิต ครั้งแรกของโลก - รอบรู้ไอที รอบโลกเทคโนโลยี



      เดือนนี้การแข่งขันด้านมือถือร้อนแรงมาก มีการเปิดตัวมือถือใหม่จากค่ายใหญ่ ๆ ออกมากันอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นของค่ายแอปเปิลที่ออกตัวไอโฟน 5 เอส ( iPhone 5s) ที่เรียกเสียงฮือฮาได้ไม่น้อย ซึ่งทางด้านคู่แข่งคนสำคัญอย่างซัมซุงเองก็ไม่ยอมแพ้ออกกาแล็คซี่ เอส 5 ( Galaxy S5) ตามมาติด ๆ จนคนติดตามเริ่มงงครับว่าค่ายนึงก็ 5 เอส อีกค่ายก็ เอส 5
     มือถือตัวใหม่ของทั้งสองค่ายมีอะไรน่าสนใจหลายอย่าง ตัว CPU (Central Processing Unit) ที่อยู่ในมือถือตัวใหม่ของทั้งสองค่าย ซึ่งเป็น CPU มือถือชนิด 64 บิต (bit) ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของโลกเลยก็ว่าได้ที่ CPU ชนิด 64 บิตมาอยู่บนมือถือ เพราะก่อนหน้านี้ CPU บนมือถือของเราจำกัดอยู่แค่ 32 บิต หรือแม้แต่เครื่องคอมพิวเตอร์ที่บ้านของผู้อ่านหลาย ๆ คนก็ยังคงใช้ CPU ชนิด 32 บิตกันอยู่เลย
     สรุปง่าย ๆ ว่า CPU ชนิด 64 บิตของมือถือตัวใหม่นี้ เรียกได้ว่าเป็น CPU ที่แรงจริง และสามารถทำอะไรได้มากขึ้นมาก แต่เครื่องที่ CPU แรง ๆ ไม่ได้หมายความว่าจะดีกว่าสำหรับทุกคนเสมอไป การที่ CPU รองรับบิตมากกว่าเดิมนั้น นอกจากระบบจะกินหน่วยความจำมากขึ้น ยังแถมพ่วงกับปัญหาที่ว่า พวกโปรแกรมเก่า ๆ ทั้งหมดบนมือถือรุ่น CPU 32 บิตที่เราเคยมีอาจจะไม่สามารถใช้งานได้ โดยเฉพาะหากนักพัฒนาไม่ทำการอัพเดตโปรแกรมให้รองรับการทำงานกับ CPU ตัวใหม่นี้ นอกจากนี้วงจรของ CPU ที่ซับซ้อนมากขึ้นก็ทำให้เปลืองไฟมากขึ้นด้วย หากเป็นงานง่าย ๆ ที่จำนวนข้อมูลที่เกี่ยวข้องมีน้อย ใช้แค่ CPU ที่ระดับบิตน้อย ๆ ก็มากเกินพอต่อการใช้งานแล้ว ไม่สิ้นเปลืองทรัพยากรของเครื่อง กินไฟน้อย แถมราคาถูกกว่า พูดง่าย ๆ ก็คือ การจะใช้ CPU แรง ๆ อย่างชนิด 64 บิตนี้ให้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพนั้น ก็ต่อเมื่อเรามีระบบปฏิบัติการหรือโปรแกรมอื่น ๆ ที่ถูกออกแบบมาให้รองรับความแรงนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย ไม่งั้น CPU แรง ๆ ก็เป็นได้แค่เครื่องประดับโก้ ๆ ที่กลับจะเป็นภาระหรืออุปสรรคต่อการใช้งานมือถือของเราเท่านั้นเอง
     ในส่วนของผู้ใช้ อาจจะต้องแล้วแต่ลักษณะการใช้งานของแต่ละคนว่าเหมาะกับตัว CPU บนมือถือตัวใหม่นี้ไหม เช่น เราใช้โปรแกรมอะไรบ่อย โปรแกรมเหล่านั้นยังคงมีการอัพเดตเพื่อรองรับนวัตกรรมใหม่อย่างสม่ำเสมอหรือไม่ เราเล่นเกมกราฟิกส์เยอะไหม ใช้แบตเตอรี่ต่อวันขนาดไหน

วันอังคารที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2556

ข่าว IT “ไลน์เกม”สุดฮิตดาวน์โหลดทะลุ 200 ล้านครั้งทั่วโลก

“ไลน์เกม”สุดฮิตดาวน์โหลดทะลุ 200 ล้านครั้งทั่วโลก





     ไลน์เกมประสบความสำเร็จยอดดาวน์โหลดเกิน 200 ล้านครั้งทั่วโลก เฉพาะไลน์ป็อปทะลุ 34 ล้านครั้ง  ไลน์ประเทศไทยร่วมฉลอง พร้อมจัดกิจกรรมพิเศษหาโครงเรื่องทำหนังโฆษณา      รายงานข่าวจาก บริษัท ไลน์  พลัส คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้ให้บริการแอพพลิเคชั่นไลน์ และไลน์เกม เปิดเผยว่า หลังจากได้เปิดให้บริการเกมเมื่อ 14 เดือนที่ผ่านมา ปรากฎว่าขณะนี้แพลตฟอร์มเกมของไลน์มียอดดาวน์โหลดครบ 200 ล้านครั้งทั่วโลกแล้ว จากเกมที่เปิดบริการ 36 เกม ในหลายรูปแบบ ทั้งเกมแนว พัสเซิล ที่นำคาแรกเตอร์ต้นแบบของไลน์ มาเป็นคาแรกเตอร์ในเกม และเกม ไลน์ ป๊อป ที่ประสบความสำเร็จด้วยยอดดาวน์โหลดสูงถึง 34 ล้านครั้ง  ไปจนถึงเกมรูปแบบใหม่อย่าง เกม ไลน์ วิน รันเนอร์ ที่ได้รับรางวัลเกมยอดนิยมระดับโลก และมียอดดาวน์โหลดมากกว่า 15 ล้านครั้ง

     อ้างอิง : http://www.dailynews.co.th/technology/233378

วันจันทร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2556

ข่าว IT พานาโซนิคหนีกล้องสมาร์ทโฟน หันรุกคอมแพกต์ไฮเอนด์-มิร์เรอร์เลส

พานาโซนิคเผยครึ่งปีแรกตลาดกล้องคอมแพกต์ตกไปแล้วกว่า 40% เพราะผู้บริโภคส่วนใหญ่นิยมใช้สมาร์ทโฟนถ่ายรูปมากขึ้น เตรียมปรับแผนการตลาดใหม่มุ่งสู่กล้องตลาดคอมแพกต์ไฮเอนด์และมิร์เรอร์เลสหวังทดแทนส่วนที่หายไป พร้อมปล่อย Lumix GX7กล้องระดับพรีเมียม และกล้องคอมแพกต์ระดับไฮเอนด์รุ่นใหม่ 2 รุ่น มาพร้อม Wi-Fi / NFC ที่ช่วยให้การแชร์ภาพถ่ายไปยังอุปกรณ์อื่นๆ ได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว หวังดันให้ยอดขายโตขึ้น 20%
       
       นายโทชิฮิโร มาจิมะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พานาโซนิค ซิว เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ยอดขายกล้องคอมแพกต์ระดับล่างทั่วโลกเริ่มชะลอในปีที่ผ่านมา และส่งผลมาถึงครึ่งปีแรกของปี 2013 ซึ่งถือว่ามียอดขายตกลงมากที่สุด โดยลดลงไปกว่า 40% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อน เช่นเดียวกับยอดขายของกล้องดีเอสแอลอาร์ที่เริ่มทรงตัวและไม่ได้มีอัตราการเติบโตมากนัก ทำให้พานาโซนิคเตรียมที่จะปรับแผนการตลาดใหม่ด้วยการหันมารุกตลาดคอมแพกต์ไฮเอนด์และมิร์เรอร์เลสมากขึ้น
       
       โดยเฉพาะในตลาดมิร์เรอร์เลสที่พานาโซนิคมองว่ามีอัตราการเติบโตที่ดี และสามารถพัฒนาตลาดเพื่อทดแทนกับยอดขายที่หายไปจากกล้องคอมแพกต์ระดับล่างได้ ซึ่งในครึ่งปีแรกที่ผ่านมายอดขายกล้องมิร์เรอร์เลสของพานาโซนิคเพิ่มขึ้นถึง 6%
       
       “สำหรับตลาดกล้องดีเอสแอลอาร์นั้น แม้ยอดขายจะชะลอตัวแต่พานาโซนิคเชื่อว่าจะตกลงไม่มากนัก เนื่องจากตลาดยังมีความต้องการอยู่ ซึ่งพานาโซนิคไม่มีผลิตภัณฑ์นำเสนอในตลาดกลุ่มนี้จึงมีการพัฒนาในตลาดอื่นๆ แทน โดยมีผลิตภัณฑ์ในตระกูลลูมิกซ์ ในกลุ่ม G ซีรีส์ ที่ถือได้ว่าประสบความสำเร็จและได้รับการตอบรับจากตลาดกล้องดิจิตอลสำหรับมืออาชีพเป็นอย่างดี และจะมีการพัฒนาให้หลากหลายเพื่อรองรับทุกความต้องการให้มากขึ้น”
       
       
       พร้อมกันนี้พานาโซนิคยังได้เปิดตัวกล้องดิจิตอลคอมแพกต์คุณภาพสูงอีก 2 รุ่น ได้แก่ Lumix LF1 มีดีไซน์ที่เพรียวบางเหมาะสำหรับการพกพา ที่มาพร้อมด้วยช่องมองภาพ (EVF) ที่มีระบบ Wi-Fi / NFC ที่ทำให้ผู้ใช้สามารถแชร์ภาพถ่ายไปยังอุปกรณ์อื่นๆ ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว และ Lumix FZ70 กล้องดิจิตอล Power Zoom ที่โดดเด่นด้วยเลนส์ LUMIX DC Vario ออฟติคอลซูม 60 เท่า รวมไปถึงยังเตรียมนำเข้าเลนส์ความไวแสงสูงที่สุดสำหรับกล้องมิร์เรอร์เลสระบบ Micro 4/3 รุ่นใหม่
       
       
       สำหรับสเปกของ Lumix GX7 มีช่องมองภาพหรือไลฟ์ วิว ไฟน์เดอร์ (Live View Finder) ที่ปรับได้ 90 องศา ให้ความละเอียดภาพสูงถึง 2.76 ล้านพิกเซล แสดงผล 100% สำหรับการถ่ายภาพในทุกมุมมอง ด้วยหน้าจอ LCD ระบบสัมผัส ขนาด 3 นิ้ว มีการพัฒนาระบบกันสั่นในตัวกล้อง บันทึกภาพวิดีโอระดับ Full HD 60fps ในรูปแบบ AVCHD Progressive และ MP4 เพื่อนำไปใช้งานตัดต่อได้โดยไม่ต้องแปลงไฟล์ และในโหมด Creative Control มีฟิลเตอร์ให้เลือก 22 แบบ เชื่อมต่อด้วยระบบ Wi-Fi / NFC ในตัว ซึ่งสามารถเชื่อมต่ออย่างง่ายดายกับสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต ราคาเริ่มต้นที่ 34,900 บาท

วันอาทิตย์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2556

ข่าว IT ซอฟต์แวร์ส่องโจร แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ

ซอฟต์แวร์ส่องโจร แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ


          ปัจจุบันปัญหาอาชญากรรมมีมากขึ้นเรื่อย ๆ เราใช้ชีวิตอยู่กับความเสี่ยงในทุก ๆ ที่ ไม่เว้นแม้แต่ในบ้านของตัวเอง

ดังนั้น จึงต้องกำหนดวิธีป้องกันเพื่อให้ประชาชนมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น โดยตำรวจจะต้องไปถึงที่เกิดเหตุก่อนที่จะมีเหตุ การณ์เลวร้ายเกิดขึ้น จึงมีแนวคิดที่จะพัฒนาซอฟต์แวร์ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของกล้องทีวีวงจรปิดโดยนำเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัยเข้าไปเสริม

          พล.ต.ต.อดุลย์ กล่าวว่า ได้หารือกับ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) โปรแกรมเมอร์ และบริษัทเอกชนที่มีความรู้ในการพัฒนาระบบซอฟต์แวร์เสริมการทำงานของกล้องวงจรปิดไม่ให้เป็นเพียงแค่กล้องธรรมดาที่จะใช้งานเมื่อต้องการหาหลักฐานเพื่อเอาผิดคนร้ายในภายหลัง
“ด้วยความคิดของตนบวกกับนักพัฒนาจึงได้ตั้งระบบศูนย์สั่งการและรับแจ้งเหตุ ติดตามเหตุด้วยระบบกล้องทีวีวงจรปิดเชื่อว่าจะเป็นการป้องกันอาชญากรรมที่ต้นเหตุได้ดี”

          สำหรับหน้าที่หลักของซอฟต์แวร์ คือ เมื่อมีอาชญากรรมเข้ามาในบ้าน ร้านทอง หรือธนาคารที่มีการติดตั้งกล้อง ซอฟต์แวร์จะทำงานทันที ทั้งจับใบหน้าและบันทึกเสียง เมื่อมีการทุบกระจกระบบซอฟต์แวร์จะส่งสัญญาณมายังตำรวจที่คอยมอนิเตอร์และแจ้งให้เจ้าของบ้านทราบทันทีผ่านสมาร์ทโฟนทั้ง ไอโฟน ไอโอเอส และแอนดรอยด์

นอกจากนี้ ซอฟต์แวร์ยังมีระบบบันทึกลักษณะใบหน้าเจ้าของบ้านโดยหากมีคนแปลกหน้าเข้ามาระบบจะแจ้งเตือนไปยังตำรวจและเจ้าของบ้านเช่นกัน โดยขณะนี้ได้มีการจดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ดังกล่าวแล้ว

          พล.ต.ต.อดุลย์ เล่าว่า มีแนวคิดที่จะติดตั้งระบบดังกล่าวไว้ในรถแท็กซี่มิเตอร์และรถเมล์ประจำทาง เพื่อความปลอดภัยทั้งเจ้าของรถและผู้โดยสาร เพราะปัจจุบันยังมีข่าวการปล้น ที่มาทั้งเจ้าของรถและผู้โดยสาร การก่อเหตุ ฟัน แทงของนักศึกษา โดยหากติดตั้งระบบดังกล่าวจะทำให้ตำรวจสามารถเข้าระงับเหตุการณ์ได้อย่างทันท่วงที

โดยขณะนี้อยู่ระหว่างติดตั้งกล้องทั้ง 88 สน.ในพื้นที่กรุงเทพฯ โดยจะสามารถติดตั้งแล้วเสร็จในปีนี้ ก่อนติดตั้งที่ สน.ทั่วประเทศในเฟสต่อไป โดยจะเริ่มติดตั้งให้กับประชาชนทั่วไปในวันที่ 5 พ.ย.นี้ ซึ่งขณะนี้มีประชาชนลงทะเบียนแล้วกว่า 1,000 ราย โดยตั้งเป้า 3 ปี จะสามารถติดตั้งครบ 1 ล้านกล้องในกรุงเทพฯ

อ้างอิง : http://www.dailynews.co.th/technology/231587

ข่าว IT เดิมพัน “Galaxy Gear”

เดิมพัน “Galaxy Gear”




       ถือว่าเรียกความสนใจจากชาวไอทีทั่วโลกได้อย่างถล่มทลายสำหรับซัมซุง (Samsung) ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตสินค้าไอทีสัญชาติเกาหลีใต้ที่เปิดตัว “แกแล็กซี่เกียร์ (Galaxy Gear)” นาฬิกาอัจฉริยะสำหรับใช้งานร่วมกับสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ซึ่งมี 70 แอปพลิเคชันพร้อมให้บริการแล้วในขณะนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นคือนักวิเคราะห์มองว่า Galaxy Gear อาจจะเป็นจุดเปลี่ยนของการเกิดสินค้าไอทีประเภทใหม่ที่จะเติบโตต่อเนื่องในอนาคต หรืออาจจะเป็นแค่กระแสลมพัดเอื่อยตามรอยผู้ผลิตสมาร์ทว็อตช์หลายค่ายในตลาด เนื่องจากผู้บริโภคอาจไม่พร้อมและไม่เห็นความจำเป็นของการมีนาฬิกาอัจฉริยะในครอบครอง
       
       4 กันยายน 2556 ซัมซุงจัดเวทีเปิดตัวสมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นล่าสุด “Galaxy Note 3” ซึ่งครั้งนี้มาพร้อมฝาหลังที่มองเหมือนวัสดุประเภทหนัง ดูเรียบหรูบนดีไซน์ที่ยังยึดเอกลักษณ์ดั้งเดิมของสมาร์ทโฟนตระกูลแกแล็กซี่บนความสามารถด้านมัลติมาสกิงที่เหนือชั้นกว่าเดิม ยังมี “Galaxy Note 10.1” แท็บเล็ต 8 นิ้วที่แจ้งเกิดพร้อมชิป 8 คอร์บน RAM ขนาด 3GB รวมถึงนาฬิกาอัจฉริยะ “Galaxy Gear” ที่จะทำให้ผู้ใช้ได้รับข้อมูลหรือสั่งการสมาร์ทโฟนในกระเป๋าได้บนข้อมือ
      
       ข้อมูลระบุว่า Galaxy Gear Smartwatch ถูกออกแบบมาให้ใช้งานร่วมกับสมาร์ทโฟน Note 3 และแท็บเล็ต Note 10.1 2014 Edition รวมถึงสมาร์ทโฟนของซัมซุงรุ่นก่อนหน้าอย่าง Galaxy S4 S3 และ Note 2 โดยสเปกของ Galaxy Gear จะมาพร้อมหน้าจอ 1.63 นิ้ว Super AMOLED แบบสัมผัส ความละเอียด 320x320 พิกเซล มาพร้อมซีพียู Single Core 800MHz Exynos มาพร้อมความสามารถในการเป็นทั้งนาฬิกาบอกเวลา สามารถอ่านข้อความที่มาจากสมาร์ทโฟน ควบคุมการเล่นเพลง แสดงการแจ้งเตือนจากสมาร์ทโฟน มีกล้องความละเอียด 1.9 ล้านพิกเซล มีไมโครโฟนและลำโพงสามารถใช้สนทนาโทรศัพท์ได้
      
       การเชื่อมต่อระหว่างนาฬิกาและสมาร์ทโฟนจะทำผ่าน Bluetooth 4.0 Low Energy พร้อมแบตเตอรี่ 315mAh กำหนดการวางขายทั่วโลกคือเดือนกันยายน-ตุลาคม
      
       นอกจากคุณสมบัติด้านฮาร์ดแวร์ Galaxy Gear ยังโดดเด่นเรื่องแอปพลิเคชันที่เหล่าผู้สร้างแอปรับลูกและร่วมพัฒนาแอปพลิเคชันเพื่อทำงานบนสมาร์ทวอตช์นี้แล้วมากกว่า 70 แอปพลิเคชัน โดยแอปพลิเคชันเหล่านี้จะทำให้ผู้ใช้สมาร์ทวอตช์สามารถติดตามเครือข่ายสังคมของตัวเองได้ทันเหตุการณ์ รวมถึงสามารถติดตามข้อมูลสุขภาพได้โดยไม่ต้องพกอุปกรณ์เสริมให้ยุ่งยากอีกต่อไป
      
       ส่วนหนึ่งใน 70 แอปพลิเคชันที่ซัมซุงนำมาสาธิตการทำงานบนเวทีเพื่อแสดงความสามารถของนาฬิกา Gear คือ แอปพลิเคชันโน้ตออนไลน์ อย่างเอเวอร์โน้ต (Evernote), โซเชียลมีเดียที่กำลังเริ่มฮิตอย่างพาร์ธ (Path) รวมถึงแอปพลิเคชันอีคอมเมิร์ซอย่างอีเบย์ (eBay)
       
       ล่าสุด Line คืออีกแอปพลิเคชันที่ยืนยันว่าจะเปิดตัวบนนาฬิกา Gear ในเดือนตุลาคม เพื่อให้ผู้ใช้สามารถโทรศัพท์ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต อ่านข้อความแชตที่สนทนาค้างไว้ ส่งสติกเกอร์ และได้รับข้อความเตือนเมื่อมีข้อความใหม่มาถึง ได้ผ่านนาฬิกาอัจฉริยะตัวนี้
      
       จุดนี้หากเทียบกับสมาร์ทวอตช์ของค่ายโซนี่ ที่เปิดตลาดแล้วในชื่อ SmartWatch 2 และเริ่มวางจำหน่ายในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา จะพบว่าซัมซุงมีแอปพลิเคชันจำนวนน้อยกว่า (SmartWatch 2 รองรับ 200 แอปพลิเคชันในขณะนี้) แต่ 200 แอปพลิเคชันของโซนี่ไม่ใช่แอปพลิเคชันยอดนิยมที่รู้จักกันในวงกว้าง ทำให้ Gear มีภาษีมากกว่า
      
       

       
       ภาษีเรื่องความพร้อมแอปพลิเคชันของ Galaxy Gear ทำให้นักวิเคราะห์มองว่า Galaxy Gear อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปิดไลน์สินค้าไอทีประเภทใหม่ เนื่องจากที่ผ่านมา แม้โลกจะวางจำหน่ายนาฬิกาอัจฉริยะมานานกว่า 10 ปี แต่ก็ยังไม่เคยมีรุ่นใดสามารถก่อร่างและวางจุดยืนของสินค้ากลุ่มสมาร์ทวอตช์ได้ดีเท่า Galaxy Gear
      
       แม้แต่นาฬิกาอัจฉริยะของยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตชิปอย่างควอลคอมม์ (Qualcomm) ที่เปิดตัวสมาร์ทวอตช์ของตัวเองในในวันเดียวกับซัมซุงด้วยชื่อรุ่นว่า Toq (ออกเสียงว่า “ทอค” เหมือนศัพท์คำว่า “talk”) ก็ยังไม่มีคุณสมบัติเทียบเท่า Galaxy Gear โดยข้อมูลระบุเพียงว่า Toq ไม่มีปุ่มเปิดหรือปิดการทำงานและสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ตลอดเวลา (always-on) ผู้ใช้จะสามารถอ่านข้อมูลแจ้งเตือนจากสมาร์ทโฟนที่เก็บไว้ในกระเป๋าได้ผ่านนาฬิกาที่สวมอยู่บนข้อมือ การอ่านทำได้ด้วยการสัมผัสหน้าจอประหยัดพลังงานที่ทำงานเป็นหมือนหน้าปัดนาฬิกา รวมถึงสามารถสั่งการให้สมาร์ทโฟนโทรออกได้ผ่านนาฬิกาและพูดคุยผ่านหูฟังไร้สายที่เชื่อมต่อกับนาฬิกาด้วยระบบบลูทูธ ที่สำคัญคือการรองรับระบบชาร์จไร้สายที่ทำให้ผู้ใช้ได้รับความสะดวกสบาย
      
       ควอลคอมม์ไม่ระบุว่านาฬิกานี้จะมาพร้อมแอปพลิเคชันจำนวนเท่าใด และสามารถใช้งานกับแอปพลิเคชันที่รองรับ Galaxy Gear ได้หรือไม่ ระบุเพียงว่าสามารถทำให้ผู้ใช้รับสายหรือโทรออกโดยไม่ต้องล้วงสมาร์ทโฟนในกระเป๋า เช่นเดียวกับการอ่านข้อความ เปิดดูข้อมูลปฏิทินงาน และข้อมูลการแจ้งเตือน notification ต่างๆ ซึ่งควอลคอมม์จะเพิ่มคุณสมบัติต่อเนื่องเมื่ออัปเดตซอฟต์แวร์ในอนาคต
       
       นาฬิกาสมาร์ทวอตช์ของควอลคอมม์มีกำหนดการวางจำหน่ายไตรมาส 4 ปี 2013 คาดว่าจะจำหน่ายในราคา 300 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 9,600 บาท
       
       ยังมีคาสิโอ (Casio) ยักษ์ใหญ่จากแบรนด์ปลาดิบที่เปิดตัวนาฬิกาจีช็อก (G-Shock) รุ่นใหม่ที่อัปเกรดเทคโนโลยีบลูทูธ (Bluetooth) ให้สามารถสื่อสารข้อมูลกับสมาร์ทโฟนได้แบบ 2 ทาง ผู้ใช้จึงสามารถสั่งเล่นเพลงบนสมาร์ทโฟนจากหน้าปัดนาฬิกาข้อมือได้ ขณะเดียวกันก็สามารถตั้งเวลาในนาฬิกาข้อมือให้ปลุกหรือนับถอยหลังได้ด้วยสมาร์ทโฟน ซึ่งจุดนี้ คาสิโอไม่เอ่ยถึงการรองรับแอปพลิเคชันเช่นกัน


     อ้างอิง : http://www.manager.co.th/CyberBiz/ViewNews.aspx?NewsID=9560000111890

วันอังคารที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2556

ข่าว it LG ส่ง G Pad 8.3 ท้าชน “iPad Mini ใหม่”

LG ส่ง G Pad 8.3 ท้าชน “iPad Mini ใหม่”

แท็บเล็ตรุ่นล่าสุดในตระกูลจีแพด "G Pad 8.3"

       หลังจากเป็นข่าวลือมานาน ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตสินค้าไอทีเกาหลีใต้ “แอลจี (LG)” เปิดตัวแท็บเล็ตรุ่นล่าสุดในตระกูลจีแพด “G Pad 8.3” แจ้งเกิดด้วยหน้าจอ 8 นิ้ว ซึ่งแอลจีการันตีว่าเป็นแท็บเล็ต 8 นิ้วรุ่นแรกที่มีความละเอียดสูงเต็มพิกัดหรือ full HD โดยก่อนหน้านี้หน้าจอ full HD จะถูกนำมาใช้กับแท็บเล็ตหน้าจอ 7 นิ้วเท่านั้น ถือเป็นการบุกตลาดแท็บเล็ตหน้าจอละเอียดสูงของแอลจีในช่วงก่อนการเปิดตัวแท็บเล็ต “ไอแพดมินิ (iPad Mini)” ที่เชื่อว่าจะถูกเปิดตัวในช่วงไม่นานนับจากนี้

        แอลจีเปิดตัวแท็บเล็ตล่าสุด G Pad 8.3 ด้วยการการันตีว่านี่คือแท็บเล็ตที่ใช้หน้าจอความละเอียด 1,920x1,200 พิกเซลรุ่นแรกของโลกที่มาในขนาด 8 นิ้ว โดยก่อนหน้านี้หน้าจอความละเอียด full HD ถูกนำมาใช้กับแท็บเล็ตที่กูเกิลพัฒนาขึ้นเองอย่างเน็กซัสเซเว่น (Nexus 7) แต่เป็นหน้าจอขนาด 7 นิ้ว ไม่ใช่ 8 นิ้วแบบที่แอลจีพัฒนาขึ้นมา

        แท็บเล็ต G Pad 8.3 จะมาพร้อมหน่วยเก็บข้อมูลภายใน 16 GB ตัวเครื่องใช้ RAM ขนาด 2 GB ชิปประมวลผลควอดคอร์ Qualcomm Snapdragon 600 ความเร็วนาฬิกา 1.7 GHz ระบบปฏิบัติการภายในเครื่องคือ Android 4.2.2 ไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด Android 4.3

แอลจีการันตีว่า G Pad 8.3 เป็นแท็บเล็ต 8 นิ้วรุ่นแรกที่มีความละเอียดสูงเต็มพิกัดหรือ full HD
       

       หนึ่งในคุณสมบัติเฉพาะของ G Pad คือแอปพลิเคชันที่แอลจีเรียกว่า “คิวแพร์ (QPair)” ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้สามารถจับคู่หรือเชื่อมการทำงานเข้ากับสมาร์ทโฟนเพื่อให้ผู้ใช้สามารถจัดการสายโทร.ออกรับเข้าได้บนแท็บเล็ตโดยตรง โดยไม่เพียงการสื่อสารด้วยเสียง ผู้ใช้ยังสามารถจัดการข้อความ SMS จากสมาร์ทโฟนบนแท็บเล็ตได้ด้วย

วันจันทร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2556

ข่าว IT มาแล้ว LG Pocket Photo 1.5 เอาใจคนชอบแชร์ภาพถ่าย


มาแล้ว LG Pocket Photo 1.5 เอาใจคนชอบแชร์ภาพถ่าย


Pic_367115

     แอลจี ให้คุณแชร์ความประทับใจด้วยภาพถ่ายได้ทุกที่ทุกเวลา ด้วย LG Pocket Photo 1.5 เวอร์ชั่นใหม่ เครื่องพิมพ์ที่ใช้กระดาษพิมพ์ภาพ Photo paper 2.0 ไม่ต้องใช้หมึก รองรับสมาร์ทโฟนทั้งระบบ iOS และแอนดรอยด์ เชื่อมต่อผ่าน NFC หรือบลูทูธ...

     บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ ประเทศไทย (จำกัด) นำเสนอนวัตกรรม เครื่องพิมพ์ภาพถ่ายแบบพกพาโดยไม่ต้องใช้หมึก LG Pocket Photo เวอร์ชั่น 1.5 รุ่นใหม่ล่าสุด สามารถ พิมพ์ภาพถ่ายง่าย ๆ ได้รวดเร็วทันใจภายใน 45 วินาที เพียงดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น Pocket photo จาก App Store หรือ Google Play Store และเชื่อมต่อ LG Pocket Photo 1.5 ผ่าน NFC หรือบลูทูธบนสมารท์โฟนได้ทั้งระบบ iOS หรือ Android พร้อมสนุกสนานกับการตกแต่งภาพถ่ายเก๋ ๆ หลากหลายสไตล์ ให้คุณส่งต่อภาพความประทับใจได้ทุกที่ทุกเวลา
     LG Pocket Photo เวอร์ชั่น 1.5 ฉีกรูปแบบเดิม ๆ ของการบันทึกภาพแห่งความทรงจำ ด้วยเทคโนโลยีล่าสุด Zink (Zero Ink) สามารถพิมพ์ภาพคุณภาพสูงลงบนกระดาษพิมพ์ภาพ Photo paper 2.0 ได้โดยไม่ต้องใช้หมึก หมดกังวลกับความยุ่งยากในการเติมหมึกหรือปัญหาภาพเปื้อนหมึก ให้ผู้ใช้สามารถเลือกภาพที่ดีที่สุดก่อนการพิมพ์ ลดความสิ้นเปลือง ในการพิมพ์ภาพที่ไม่ต้องการ

     LG Pocket Photo เวอร์ชั่น 1.5 เอาใจผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพ ให้สนุกสนานกับการตกแต่งภาพถ่าย ด้วย ฟิลเตอร์ ที่หลากหลาย ให้ผู้ใช้เพลิดเพลินกับการปรับเปลี่ยนสีรูปภาพ ตกแต่งกรอบรูปใส่ข้อความหรือวันที่ลงไปบนภาพถ่าย และกำหนดขนาดภาพที่ต้องการพิมพ์ อาทิ นามบัตร หรือการ์ดต่าง ๆ พร้อมสร้าง QR code ที่สามารถ แสดงรายละเอียดไม่ว่าจะเป็น URL อีเมล์ เบอร์โทรศัพท์ และเครือข่ายสังคมออนไลน์ได้ทันที ทั้งนี้ LG Pocket Photo เวอร์ชั่น 1.5 มีสองสีให้เลือก ได้แก่ สีเงินและสีชมพู วางจำหน่ายแล้ว

วันอังคารที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ข่าว IT เว็บไซต์อเมซอน ทุ่ม 4 แสนล้าน เพิ่มบริการทันใจ!

เว็บไซต์อเมซอน ทุ่ม 4 แสนล้าน เพิ่มบริการทันใจ!


     เพื่อให้เว็บไซต์อเมซอนเป็นเว็บส่งสินค้าครองใจขาช็อปออนไลน์ จึงทุ่มทุนกว่า 4 แสนล้านบาทจัดสร้างโกดังเก็บสินค้าทั่วทุกมุมเมือง ขยายฐานขนส่งสินค้าให้เร็วทันใจกับลูกค้าทั่วสหรัฐฯ

     แม้ชื่อเว็บไซต์ Amazon จะอยู่ในดวงใจของขาช็อปโลกออนไลน์มานานแสนนาน แต่ด้วยจำนวนคู่แข่งที่ทยอยเติบโตและงัดกลยุทธ์ทางการตลาดออกมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้อเมซอนต้องรีบพัฒนาตัวเองทั้งตัวเว็บไซต์และบริการส่งสินค้าที่ต้องรวดเร็วทันใจไม่แพ้ห้างสรรพสินค้าโลกไซเบอร์เจ้าอื่นๆ

     สาเหตุอีกหนึ่งประการที่อเมซอนไม่ยอมหยุดนิ่งแม้จะครองตลาดสินค้าโลกออนไลน์มาช้านานนั่นก็คือ คู่แข่งอย่าง Wal-Mart ที่กำลังขยายรูปแบบการให้บริการ จากห้างสรรพสินค้าที่คนต้องออกจากบ้านเพื่อซื้อของ ตอนนี้มีบริการสั่งผ่านโลกอินเทอร์เน็ตแล้ว ซึ่งอเมซอนมีสิทธิ์พ่ายแพ้มากทีเดียว เพราะ Wal-Mart เป็นซุปเปอร์มาร์เก็ตที่มีสาขามากถึง 4,700 แห่งทั่วสหรัฐฯ การขนส่งสินค้าจึงใกล้ลูกค้าและรวดเร็วกว่าเป็นแน่แท้ แต่ลูกค้าบางส่วนก็ให้ความเห็นว่า เสน่ห์ของการสั่งสินค้าผ่านเว็บไซต์อเมซอนน่าจะเป็นค่าบริการขนส่งที่ไม่แพงจนเกินไป เพราะถ้าเป็นสมาชิกดั้งเดิม จะคิดราคาแค่ 127 บาทต่อการสั่ง 1 ครั้ง ซึ่งการันตีว่าได้ของใน 1 วัน

     ด้านนักการตลาดได้วิเคราะห์ถึงการทุ่มทุนแสนแพงของอเมซอนครั้งนี้ว่า สิ้นเปลืองและไร้ซึ่งการคิดอย่างรอบคอบ เพราะแม้จะมีโกดังให้เก็บของและค้นหาสินค้าได้ง่ายมากแค่ไหนก็ตาม แต่ด้วยทุนการสร้าง การเก็บรักษาและการดูแลโกดังตั้งหลายแห่งทั่วประเทศช่างสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ ถ้าลองมอง Instacart คู่แข่งน้องใหม่ซุปเปอร์มาร์เก็ตออนไลน์ที่ใช้กลยุทธ์ทุนน้อยแต่บริการเร็ว ด้วยการเช่ารถบรรทุกคันใหญ่สักคน บรรทุกสินค้าที่ลูกค้าต้องการ เดินทางไปทุกที่ที่มีถนน น่าจะเป็นการทำงานที่ลดขั้นตอนการบริการให้น้อยลงและประหยัดต้นทุนมากกว่า

     อ้างอิง : http://www.value.co.th/th/news/it_news.htm

วันพุธที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ข่าว IT วอล์คแมนกันน้ำ - ฉลาดใช้

วอล์คแมนกันน้ำ - ฉลาดใช้

จะบอกว่า เป็นความสะใจก็ว่าได้ เพราะสามารถว่ายน้ำ แล้วฟังเพลงจากเครื่องเล่นเพลงส่วนตัวได้
       
แม้ฝนจะตกทุกวัน แต่หลังเลิกงานก็มักจะแวบไปออกกำลังกายเป็นประจำ หนึ่งในกิจกรรมกลางแจ้งที่ชอบมากก็คือ ว่ายน้ำ  บางทีเวลาว่ายกลับไปกลับมาในสระ มันก็น่า เบื่อ ถ้ามีเสียงเพลงจากขอบสระมากระตุ้น รู้สึกว่าสโตรกจะดีขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ค่อยจะอู้

เคยคิดเหมือนกัน น่าจะมีเครื่องเล่นเพลงดิจิทัลที่กันน้ำได้ เพื่อบำบัดอาการขี้เกียจขณะออกกำลังกาย

เมื่อสองสามสัปดาห์ก่อน โซนี่ ประเทศไทย เอาวอล์คแมน รุ่น ดับเบิลยูซีรีส์มายั่วเงินในกระเป๋ามาก ตอนแรกก็รู้สึกเฉย ๆ แต่พอแกะกล่องใช้งานต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ เพราะเค้ายืนยันว่า รุ่นนี้กันน้ำได้ ลึกถึง 2 เมตร เหมาะมากกับสระว่ายน้ำ
       
แต่ไม่แนะนำให้เอาไปใช้กับน้ำทะเล ซึ่งมีทั้งเกลือและทรายจะทำให้อุปกรณ์เสียหายได้

โซนี่ วอล์คแมน ดับเบิลยูซีรีส์  เอ็นดับเบิลยูแซด-ดับเบิลยู 270 เรียกสั้น ๆ ว่า วอล์คแมน ดับเบิลยูซีรีส์ แล้วกันนะคะ  เป็นเครื่องเล่นเพลงดิจิทัล ความจุ 4 กิกะไบต์ มีสีขาว ดำ ฟ้า และชมพู

วอล์คแมนรุ่นนี้ ออกแบบให้ไร้สาย และเบามาก ประมาณ 29 กรัม ตัวเครื่องเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีสายคล้องไว้รอบศีรษะ น้ำหนักเบาแทบจะไม่รู้สึกว่ากำลังฟังเพลงจากวอล์คแมน ในกล่องจะมีชุดยาง
ปรับขนาดหูฟังให้เลือกขนาดที่เหมาะกับหูของเรา เวลาใส่จะได้กระชับ ไม่เลื่อนหลุด พร้อมกล่องสำหรับเก็บวอล์คแมน ซึ่งมีเทคนิคการเก็บทำตามคู่มือแสดงเป็นรูปภาพแค่สองสามครั้งก็เป็นแล้ว

เป็นจุดเด่นของผลิตภัณฑ์โซนี่ ที่มักจะใส่ใจเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น กล่องเก็บ วิธีการเก็บ เป็นต้น

แค่สายชาร์จก็ยังกะอุปกรณ์จากหนังสตาร์วอร์ส เป็นทั้งแท่นชาร์จและยูเอสบีสำหรับลากไฟล์เพลง เวลาจะใช้ก็เชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านพอร์ตยูเอสบี

ปกติแล้วจะใช้เวลาชาร์จไฟถ้ารอจนเต็มประมาณชั่วโมงครึ่ง ก็จะฟังเพลงต่อเนื่องได้นาน 8 ชั่วโมง  แต่หากแบตเตอรี่เกลี้ยง ไม่มีเวลาชาร์จนานเป็นชั่วโมง ก็สามารถชาร์จแบบเร่งด่วนได้ ใช้เวลาแค่ 3 นาที ก็ฟังเพลงได้ประมาณ 1 ชั่วโมง พอแก้ขัดได้

ที่ชอบก็คือ การจัดการไฟล์ไม่จำเป็นต้องไปผ่านระบบกลางให้ยุ่งยาก เพราะเป็นแบบลากและวาง ก็ได้ฟังเพลงจากไฟล์ดิจิทัลแล้ว ตอนแรกก็กังวลว่า โซนี่จะอ่านได้ทุกไฟล์มั้ย เพราะรุ่นก่อน ๆ ทำไม่ได้ แต่รุ่นใหม่ทำได้ ใส่ไฟล์เสียงประเภทไหนลงไปก็อ่านได้หมด

รูปแบบไฟล์เสียงที่รองรับได้ ทั้งเอ็มพี 3 บิทเรตตั้งแต่ 32-320 kbps ไฟล์ ดับเบิลยูเอ็มเอ บิทเรต 32-192 kbps

ถ้าชอบออกกำลังกาย มีกิจกรรมกลางแจ้งแบบผู้เขียน หรืออยากได้เครื่องเล่นเพลงดิจิทัลสไตล์ไม่เหมือนใคร วอล์คแมนดับเบิลยูซีรีส์ น่าใช้มาก ถ้าใช้ในสระว่ายน้ำเหมือนได้อุปกรณ์กันน้ำเข้าหูมาพร้อมเสียงเพลง แต่อย่ามัวเพลินกับเสียงเพลง ไม่งั้นอาจว่ายไปชนเพื่อนร่วมสระได้
    อ้างอิง : http://www.dailynews.co.th/technology/227363

วันอังคารที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ข่าวIT ไทยติดอันดับใช้ "สมาร์ทโฟน-แท็บเลต"สูงสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ไทยติดอันดับใช้ "สมาร์ทโฟน-แท็บเลต"สูงสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้




     การเข้าถึงสมาร์ทโฟนในประเทศไทยของผู้บริโภคในเมืองมีอัตราเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว จาก 17 เปอร์เซ็นต์ในปี 2012 เป็น 36 เปอร์เซ็นต์ในปี 2013 ขณะที่การเข้าถึงแท็บเล็ตของผู้บริโภคในเมืองเพิ่มขึ้นกว่าสามเท่าจาก 2 เปอร์เซ็นต์ในปี 2012 เป็น 7 เปอร์เซ็นต์ในปี 2013
    
     ส่วนการใช้งานแอปพลิเคชั่นเพิ่มขึ้นจาก 40 เปอร์เซ็นต์ในปี 2012 เป็น 57 เปอร์เซ็นต์ในปี 2013 ทำให้ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับว่าเป็นประเทศในลำดับที่ 23 จากทั้งหมด 43 ประเทศที่มีการใช้งานแอปพลิเคชั่น     
     ท่ามกลางกลุ่มคนที่มีการใช้งานสมาร์ทโฟนจะพบว่ามีอัตราการใช้งานที่เพิ่มขึ้น ทั้งในส่วนของการเข้าถึงอินเทอร์เนต โซเชียลเน็ตเวิร์ค การแชตออนไลน์ และการใช้วีดีโอสตรีมมิ่ง     เหตุผลที่จะทำให้คนไทยมีการดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่นเพื่อความต้องการที่อยากมีแอปพลิเคชั่นที่น่าสนใจต่าง ๆ จากใน App Store, การติดต่อกับผู้คนได้ง่ายขึ้น รวมทั้งความต้องการในการลองสิ่งใหม่ๆ     
     อ้างอิงจากข้อมูลที่ทำการเก็บรวบรวมจากโครงข่ายที่ได้ดำเนินการจัดการต่าง ๆ ทั่วโลก ณ ตอนนี้คาดการณ์ได้ว่า จำนวนผู้จดทะเบียนใช้งานสมาร์ทโฟน จะเพิ่มสูงขึ้น 4.5 พันล้านคน ในปี 2018 โดยเมื่อปลายปี 2012 อีริคสันประมาณการณ์ไว้ว่า ผู้ใช้สมาร์ทโฟนทั้งหมดอยู่ที่ 1.2 พันล้านคน โดย กว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของโทรศัพท์มือถือซึ่งขายในไตรมาส 1 ในปี 2013 เป็นโทรศัพท์สมาร์ทโฟน เปรียบเทียบกับอัตราที่ผ่านมาคือโทรศัพท์สมาร์ทโฟนราว 40 เปอร์เซ็นต์ที่เคยขายมาตลอดทั้งปีในปี 2012

     แสดงให้เห็นถึงอัตราการซื้อสมาร์ทโฟนที่เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว
 
     อัตราการเติบโตในด้านของความสนใจในแอปพลิเคชั่น โซเชียลมีเดีย วีดีโอ และแชตออนไลน์ก็สอดคล้องกับในรายงาน Ericsson Mobility Report เช่นกัน ซึ่งพบว่า Data Traffic ในโทรศัพท์มือถือเพิ่มสูงขึ้นเป็น 2 เท่าจากเมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยในป๊ 2018 คาดการณ์ว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของ Data Traffic ในโทรศัพท์มือถือ จะเป็นในรูปแบบวีดีโอด้วย

     

วันจันทร์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ข่าว IT ไอซีทีจัดให้ฟรีไวไฟ 1.5 แสนจุดทั่วไทย ฝันใช้งานปีละ 7.5 ล้านคน


ไอซีทีจัดให้ฟรีไวไฟ 1.5 แสนจุดทั่วไทย ฝันใช้งานปีละ 7.5 ล้านคน



Pic_362489

     
"ไอซีที" หนุนทีโอที ติดตั้งฟรีไวไฟ 1.5 แสนจุดทั่วประเทศ คาดยอดผู้ใช้งานกว่า 7.5 ล้านคนต่อปี ด้วยความเร็ว 2 Mbps พร้อมเปิดให้บริการไตรมาส 4 นี้...

     เมื่อวันที่ 9 ส.ค. น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวว่า บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เดินหน้าโครงการ ไอซีที ฟรี ไว-ไฟ บาย ทีโอที (ICT Free Wi-Fi by TOT) ตอบสนองนโยบายของรัฐบาล ตามกรอบนโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารระยะ พ.ศ.2554–2563 (ICT 2020) ในการส่งเสริมการเข้าถึงการใช้บริการเครือข่ายอินเทอร์เน็ตสาธารณะ สนับสนุนการดำเนินการของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)

     โดยโครงการนี้ ทีโอทีได้รับการสนับสนุนงบประมาณมาจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.) จำนวน 950 ล้านบาท เพื่อขยายจุดติดตั้งให้บริการ 3 หมื่นแห่งทั่วประเทศ โดยติดตั้งแอคเซสพ้อยซ์ (Access point) 1.5 แสนจุด ซึ่งจะเริ่มเปิดให้บริการในไตรมาสที่ 4/2556 ติดตั้งจุดให้บริการครบ 1.5 แสนจุด ภายในปี 2557 และผู้ใช้บริการประมาณ 7.5 ล้านคนต่อปี

     ทั้งนี้ ตั้งเป้าให้บริการฟรีในมหาวิทยาลัยของรัฐ 78 แห่ง ศาลากลางจังหวัด-ที่ว่าการอำเภอ-ที่ทำการ อบต. 6,720 แห่ง ชุมชน 1,100 แห่ง โรงพยาบาลของรัฐ 864 แห่ง สถานีตำรวจ 1,738 แห่ง ที่ทำการไปรษณีย์ 4,500 แห่ง สถานที่สำคัญต่างๆ 1.5 หมื่นแห่ง
รมว.ไอซีที กล่าวต่อว่า ก่อนหน้าไอซีที ให้บริการ ICT Free Wi-FI อยู่จำนวน 1.2 แสนจุด เป็นความร่วมมือของ 7 องค์กร ประกอบด้วย บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ทีโอที เอไอเอส ทรูมูฟเอช ดีแทค 3BB และ กสทช.

     ทางด้าน นายยงยุทธ วัฒนสินธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ทีโอที กล่าวว่า ขณะนี้ ติดตั้งไปแล้วกว่า 1 หมื่นจุด จากทั้งหมด 3 หมื่นจุด และจะมี Access point ทั้งหมด 1.5 แสนจุด ครอบคลุมประชากรประมาณ 10 ล้านคน มีความเร็วในการใช้งาน 2 เมกะบิท (Mbps) ต่อ Access point สามารถใช้งานพร้อมกันได้ไม่เกิน 15 คน ครั้งละ 20 นาที 2 ชั่วโมงต่อวัน อายุการใช้งาน 6 เดือน โดยใช้เลขบัตรประชาชนในการเปิดใช้งาน ส่วนชาวต่างประเทศ สามารถใช้เลขที่หนังสือเดินทางลงทะเบียนใช้งานได้.

Cloud Computing

Cloud Computing


      Cloud Computing เป็นการประมวลผลแบบกลุ่มเมฆ เป็นการทำงานของผู้ใช้คอมพิวเตอร์ผ่านอินเทอร์เน็ต ที่ให้บริการใดบริการหนึ่งกับผู้ใช้ โดยผู้ใช้สามารถระบุความต้องการไปยังซอฟต์แวร์ของระบบ Cloud Computing จากนั้นซอฟต์แวร์จะร้องขอให้ระบบจัดสรรทรัพยากรและบริการให้ตรงกับความต้อง การผู้ใช้ ทั้งนี้ระบบสามารถเพิ่มและลดจำนวนของทรัพยากร รวมถึงเสนอบริการให้พอเหมาะกับความต้องการของผู้ใช้ได้ตลอดเวลา



 
แผนผังของการประมวลผลแบบกลุ่มเมฆ : http://commons.wikimedia.org/wiki/File:Cloud_applications.jpg


     Cloud Computing เป็นวิธีการประมวลผลที่อ้างอิงกับความต้องการของผู้ใช้ ผู้ใช้สามารถเข้าถึงทรัพยากรทางด้านคอมพิมเตอร์ เช่น server , application
     ผู้ใช้จะมองเห็นเพียงที่ทำหน้าที่เหมือนซอฟต์แวร์ที่ทำงานตามคำสั่งของผู้ใช้ 
     
     Cloud Computing มีประโยชน์อีกหลายอย่าง
     - เริ่มใช้งานได้เร็ว
     - มีความยืดหยุ่นในการเพิ่มหรือลดทรัพยากรได้ตามความต้องการ
     - การใช้ทรัพยากรมีประสิทธิภาพ
  
     ข้อดี คือ ลดความซับซ้อน ยุ่งยาก อีกทั้งยังช่วยประหยัดพลังงานและลดค่าใช้จ่าย สามารถรองรับความต้องการได้หลากหลาย 


    สรุปได้ว่า   Cloud Computing เป็นการประมวลผลแบบกลุ่มเมฆ เป็นวิธีการประมวลผลที่อิงกับความต้องการของผู้ใช้ เป็นการทำงานของผู้ใช้คอมพิวเตอร์ผ่านอินเทอร์เน็ต ที่ให้บริการใดบริการหนึ่งกับผู้ใช้ 




วันศุกร์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ข่าว IT iOS 7 การออกแบบที่ถูกใจกว่า iOS 6

iOS 7 การออกแบบที่ถูกใจกว่า iOS 6


iOS 7 กับ iOS 6 ผู้ใช้จะชื่นชอบสไตล์ใดมากกว่ากัน วันนี้เรามีผลสำรวจออนไลน์จาก Polar compares เป็นการเปรียบเทียบ user interface ระหว่างว่า "ของเก่ากับของใหม่" อันไหนจะถูกใจผู้ใช้ที่สุด ในการสำรวจครั้งนี้เป็นการนำส่วนที่มีการเปลี่ยนแปลงใน iOS 7 มาเทียบกับองค์ประกอบแบบเดิมของ iOS 6 พร้อมให้กลุ่มผู้ใช้ได้ให้คะแนนโหวตกัน เริ่มกันที่


นอกจากนี้ยังมีการสำรวจและให้คะแนนเกี่ยวกับระบบรักษาความปลอดภัยบน iPhone ว่าระหว่างเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือ (Finger Print) กับระบบความปลอดภัยแบบใส่รหัสเหมือนทั่วๆไป ผู้ใช้จะเลือกแบบไหน ปรากฎว่าผลโหวตถึง 170 คะแนนเลือกเซนเซอร์สแกนลายนิ้ว ส่วนอีก 68 คะแนนเลือกแบบใส่รหัสทั่วไป
จากผลการโหวตจะเห็นแล้วว่า iOS 7 มีคะแนนทิ้งห่าง iOS 6 พอสมควร แม้ของใหม่จะมีผู้ที่ชื่นชอบมากกว่าของเก่าเป็นธรรมดา แต่ของเก่าอย่าง iOS 6 ก็ยังคงมีผู้ที่พอใจหรือชอบในเอกลักษณ์เดิมอยู่ ฉะนั้นผลโหวตดังกล่าวน่าจะเป็นการบ้านของ Apple ที่จะทำอย่างไรให้ iOS 7 เป็นที่ติดตาตรึงใจ และดึงดูดกลุ่มผู้ใช้ iOS 6 ให้หันมาใช้รุ่นใหม่ให้ได้มากที่สุด
 อย่างไรก็ตามแม้คะแนนโหวตของ iOS 7 จะเหนือกว่า iOS 6 อย่างท่วมท้น แต่สิ่งที่จะทำทุกอย่างมันสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น คือ ความง่ายในการเรียนรู้ตลอดจนการใช้งานที่ไม่ซับซ้อน ซึ่งบททดสอบที่แท้จริงของ iOS 7 และ Apple จะเกิดขึ้นหลังจากที่ผู้ใช้ iOS ทั่วโลกได้สัมผัสกันแบบจริงจัง



วันพุธที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ข่าว IT ฟูจิ ซีร็อกซ์ส่ง 11 โซลูชันพร้อมสินค้าใหม่ตีตลาดล่าง หวังเพิ่มแชร์เป็น 30%

ฟูจิ ซีร็อกซ์ส่ง 11 โซลูชันพร้อมสินค้าใหม่ตีตลาดล่าง หวังเพิ่มแชร์เป็น 30%

ฟูจิ ซีร็อกซ์เล็งโอกาสการเติบโตในกลุ่มธุรกิจด้านโซลูชัน ส่ง 11 โซลูชันใหม่ที่โดนใจและยืดหยุ่นกับธุรกิจมากขึ้น หวังสร้างความแตกต่างในตลาดที่เน้นเรื่องราคา ชี้จากนี้จะมุ่งสร้างความรู้และความเข้าใจในการใช้โซลูชันว่าไม่ได้ยากอย่างที่คิด พร้อมพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่เจาะตลาดล่างในกลุ่มเอสเอ็มอีด้วยเครื่องรุ่นใหม่ราคาไม่แพงประเดิมด้วย DocuCentre S2220 ที่ชูจุดเด่นนำผงหมึกเหลือทิ้งกลับมาใช้ได้ มั่นใจยังเป็นที่ 1 ในมัลติฟังก์ชันองค์กร และจะเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดเป็น 30% ในปีนี้
       
       นายโคจิ เทสึกะ ประธานบริษัท ฟูจิ ซีร็อกซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ฟูจิ ซีร็อกซ์มองเห็นการเติบโตของตลาดในเมืองไทย โดยเฉพาะในส่วนของรายได้ด้านโซลูชันที่กำลังขยายตัวอย่างมาก ดังนั้น กลยุทธ์ในปีนี้ฟูจิ ซีร็อกซ์ได้นำเสนอ 11 โซลูชันที่จะสามารถตอบสนองงานด้านการจัดการเอกสารสำหรับทุกองค์กรเพื่อเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มต่อยอดให้แก่ธุรกิจ และตอบสนองกับโอกาสที่กำลังจะเกิดขึ้นดังกล่าว
       
       โดยแต่ละโซลูชันในด้านการตอบโจทย์ในเรื่องที่แตกต่างกัน แต่มีวัตถุประสงค์เดียวกันคือการลดต้นทุน ประหยัดค่าใช้จ่าย เพิ่มความสะดวกรวดเร็วในการทำงาน มีฟีเจอร์ต่างๆ เพิ่มขึ้นจากโซลูชันรุ่นเดิมที่เคยนำเสนอออกสู่ตลาด ซึ่งโซลูชันใหม่นี้ลูกค้าจะได้รับการใช้งานที่หลากหลายมากขึ้น เป็นการ Customize โซลูชันต่างๆ ให้เหมาะสมและสร้างความแตกต่างทางการแข่งขันที่ปัจจุบันคู่แข่งส่วนใหญ่จะเน้นราคา
       
       นายโคจิกล่าวว่า ในครึ่งปีหลังนี้ฟูจิ ซีร็อกซ์ จะมุ่งการให้ความรู้กับลูกค้าว่าโซลูชันต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเอกสารในยุคดิจิตอลนั้นเป็นเรื่องที่ทุกธุรกิจสามารถนำมาใช้ได้และไม่ได้ยากอย่างที่คิด อีกทั้งยังช่วยด้านการทำงานด้านเอกสารได้เร็วขึ้น ลดต้นทุนเพิ่มขึ้น ประกอบกับปัจจุบันหลายธุรกิจได้มีการเตรียมความพร้อมที่จะเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ที่จะก่อให้เกิดการแข่งขันทางธุรกิจกำลังเพิ่มมากขึ้น การนำโซลูชันเข้าไปใช้จึงเป็นเรื่องที่จะช่วยสร้างความได้เปรียบ
       
       นายสมมาตร บุณยะสุนานนท์ รองประธาน บริษัท ฟูจิ ซีร็อกซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า นอกจากการรุกตลาดโซลูชันเพิ่มขึ้นแล้ว ฟูจิ ซีร็อกซ์ยังมองเห็นว่าตลาดกลุ่มผลิตภัณฑ์มัลติฟังก์ชันในระดับ Low-End มีอัตราการเจริญเติบโตสูงขึ้นทุกปีและมีขนาดของตลาดที่ใหญ่ขึ้น ดังนั้น ฟูจิ ซีร็อกซ์จึงได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สามารถตอบโจทย์ตลาดกลุ่ม Low-End ให้มากขึ้น ซึ่งในครึ่งปีหลังนี้ทางบริษัทฯ ได้นำเครื่องมัลติฟังก์ชัน A3 ขาว-ดำ DocuCentre S2220 มาเจาะตลาดในระดับ Low-end โดยปัจจุบันฟูจิ ซีร็อกซ์เป็นอันดับหนึ่งในตลาดมัลติฟังก์ชันสำหรับตลาดองค์กร มีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 28%
       
       ดังนั้น การเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่นี้จะถือเป็นการรุกตลาดใหม่จากเดิมที่เคยเน้นแต่องค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ลงมาในกลุ่มเอสเอ็มอีให้มากขึ้น โดยฟูจิ ซีร็อกซ์ตั้งเป้าที่จะเพิ่มส่วนแบ่งเพิ่มขึ้นเป็น 30% ในปีนี้ โดยการทำตลาดจะผ่านช่องทางการจัดจำหน่าย ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 36 รายที่จะช่วยให้ฟูจิ ซีร็อกซ์สามารถขยายธุรกิจให้ครอบคลุมตลาดเครื่องเล็กได้รวดเร็วขึ้น และเข้าถึงลูกค้าได้ง่ายกว่าเข้าไปทำเอง รวมไปถึงยังได้มีการเตรียมความพร้อมทางด้านบริการหลังการขาย รวมทั้งอะไหล่ที่สามารถหาซื้อได้ง่าย ทั้งตัวเครื่องและวัสดุสิ้นเปลือง
       
       “ฟูจิ ซีร็อกซ์เชื่อว่าแม้เครื่องจะดี แต่หากบริการหลังการขายไม่ดีก็จะใช้เครื่องไม่เต็มประสิทธิภาพ สำหรับแคมเปญส่งเสริมการขายนั้น เรามีการทำประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ นิตยสาร การทำการตลาดแบบ Below The Line ผ่านสื่อScooter Media วิ่งรอบกรุงเทพฯ โดยเน้นบริเวณย่านธุรกิจเป็นหลัก รวมถึงการนำ Social Media เข้ามาสร้างกระแสให้เกิดการรับรู้มากขึ้น”
       
       นายสมมาตรกล่าวอีกว่า DocuCentre S2220 มีขนาดเล็กกะทัดรัด มีการปรับรูปลักษณ์ให้มีความสะดวกต่อการใช้งานมากขึ้น มีแผงควบคุมภาษาไทย ปุ่มเลือกการทำงาน (Service Button) ปุ่มคำสั่งด่วน (Quick Button) หน้าจอแบบ LCD 4 แถว ความเร็วในการพิมพ์และการถ่ายเอกสารอยู่ที่ 22 หน้าต่อนาที สามารถสแกนเอกสารสีในรูปแบบ PDF ได้ รวมไปถึงจุดเด่นที่สำคัญคือระบบการรวบรวมผงหมึกที่เหลือทิ้งกลับมาใช้ซ้ำได้อีก ทำให้เครื่องไม่จำเป็นต้องมีกล่องเก็บกากหมึกไว้คอยรองรับผงหมึกที่ไม่ได้ใช้อีกต่อไป
       
       สำหรับอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่นำมาจัดแสดงในงานนี้คือเครื่องพิมพ์หน้ากว้างสี ระบบอิงก์เจ็ต DocuWide C842 ที่สามารถพิมพ์ได้เร็วที่สุดในโลกด้วยความเร็ว 7 แผ่นต่อนาที สามารถพิมพ์งานหน้ากว้างได้ถึง 42 นิ้ว รองรับลักษณะงานที่หลากหลาย เช่น งานออกแบบ, แผนที่, ป้ายสื่อโฆษณาในร่ม เป็นต้น โดยมีความแตกต่างจากคู่แข่งตรงที่สามารถตอบโจทย์ในเรื่องของ Productivity หากนำมาใช้ในส่วนของการออกแบบในกลุ่มโรงงานหรืองานเขียนแบบก่อสร้างได้

       อ้างอิง : http://www.manager.co.th/CyberBiz/ViewNews.aspx?NewsID=9560000097171

วันจันทร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ข่าว IT เผยโฉม Windows 8.1 พรีวิวเวอร์ชั่นสำหรับองค์กรธุรกิจ

เผยโฉม Windows 8.1 พรีวิวเวอร์ชั่นสำหรับองค์กรธุรกิจ

                                          Pic_361102
     
     ไมโครซอฟท์ เผยโฉม Windows 8.1 พรีวิวเวอร์ชั่นสำหรับองค์กรธุรกิจ อัพเดตระบบปฏิบัติการสุดล้ำตอบโจทย์ธุรกิจยุคใหม่ โดยเปิดให้ทดลองใช้ได้แล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยยังคงฟีเจอร์เด่นทั้งด้านการพกพา ความปลอดภัย การบริหารจัดการที่ง่าย และรองรับเวอร์ชวลไลเซชั่น...

      บริษัทไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศ เผยโฉมระบบปฏิบัติการวินโดวส์ 8 เวอร์ชั่นล่าสุด Windows 8.1 พรีวิวเวอร์ชั่นสำหรับองค์กรธุรกิจ โดยเปิดให้ลูกค้าดาวน์โหลดเพื่อทดลองใช้ระบบปฏิบัติการในสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคยแล้ววันนี้ โดย Windows 8.1 พรีวิวเวอร์ชั่นสำหรับองค์กรธุรกิจ ถูกพัฒนาจาก Windows 8.1 พรีวิวเวอร์ชั่น ซึ่งเปิดให้ผู้ใช้งานทั่วไปดาวน์โหลดทดลองใช้แล้วเช่นเดียวกัน ซึ่งในเวอร์ชั่นนี้มีฟีเจอร์เด่นที่ถูกออกแบบมา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านต่างๆ ตามที่องค์กรธุรกิจต้องการทั้งในแง่ความสะดวกในการพกพา (Mobility), ความปลอดภัย (Security), การบริหารจัดการ (Management) และเวอร์ชวลไลเซชั่น (Virtualization) โดยไมโครซอฟท์จะให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Windows 8.1 พรีวิวเวอร์ชั่นสำหรับองค์กรธุรกิจ และฟีเจอร์ต่างๆ เร็วๆ นี้

ทั้งนี้ คาดว่า Windows 8.1 พรีวิวเวอร์ชั่น น่าจะยังคงฟีเจอร์หลักๆ ที่มี Windows 8.1 พรีวิวเวอร์ชั่น ก่อนหน้านี้ได้แก่ 

      การค้นหาเพียงหนึ่งเดียว นำเสนอผลลัพธ์การค้นหาอย่างพร้อมสรรพจากพีซีของคุณ รวมถึงแอพของคุณ และเว็บ ใช้งานแอพได้ทันทีที่หน้าค้นหา แค่คลิกเสิร์ช ก็หาเจอ ค้นหาและเล่นเพลงที่ต้องการ หรือค้นหาวิดีโอและเปิดดูได้ทันที ขับเคลื่อนโดย Bing

                               


        Windows Store มีรูปโฉมใหม่ ซึ่งช่วยให้คุณค้นหาและดาวน์โหลดแอพใหม่ๆ ได้ง่ายขึ้น เช่น รายการการอ่านจะช่วยให้คุณสามารถบันทึกบทความและเรื่องราวบนแอพและอุปกรณ์ต่างๆ และแอพ Photos รุ่นปรับปรุงจะช่วยให้คุณแก้ไขภาพถ่ายได้อย่างรวดเร็วและสนุกสนาน SkyDrive สำหรับการบันทึกเอกสารที่พกพาไฟล์ติดตัวไปด้วยทุกที่ แม้กระทั่งขณะที่คุณออฟไลน์ และด้วยแอพ SkyDrive ที่รวมไว้ คุณจึงสามารถจัดการได้ทั้งไฟล์ภายในเครื่องและไฟล์ SkyDrive ในที่เดียว
    
         เว็บบราวเซอร์ Internet Explorer รุ่นใหม่ Internet Explorer 11 Preview ออกแบบเป็นพิเศษสำหรับระบบสัมผัส ด้วยการโหลดที่รวดเร็วกว่า พร้อมการแสดงผลแบบเต็มหน้าจอสำหรับเว็บไซต์ต่างๆ และข้อมูลแบบเรียลไทม์ที่นำเสนอบนหน้าจอเริ่ม ในรูปแบบของ Live Tiles สำหรับไซต์ที่คุณโปรดปราน อีกทั้งผู้ใช้งาน ตั้งค่าการแสดงภาพนิ่งบนหน้าจอเมื่อล็อกของคุณ ด้วยการเลือกรูปภาพที่คุณโปรดปราน สามารถจัดเรียงหน้าจอเริ่มได้ตามใจชอบ เลือกขนาดไทล์ สี และพื้นหลังได้หลากหลายมากขึ้น รวมถึงพื้นหลังแบบเคลื่อนไหว