"โลคอลแบรนด์" กับตลาดสมาร์ทโฟนไทย
ตลาดสมาร์ทโฟนของบ้านเราเปลี่ยนแปลงไปรวดเร็วเหลือเชื่อ ทิตพล จันทรอุไร ผู้จัดการฝ่ายอำนวยการผลิตภัณฑ์ของสามารถ ไอโมบาย ประเมินเอาไว้คร่าวๆ ว่าเมื่อปีที่แล้วสัดส่วนของโทรศัพท์มือถือทั่วไป หรือที่เรียกว่า ฟีเจอร์โฟน ยังคงมีอยู่มากถึง 80-85 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณมือถือทั้งหมดทั่วประเทศ
ผ่านไปเพียงปีเดียวสัดส่วนที่ว่า หดลงเหลือเพียง 40-45 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง
ประมาณกันว่าสมาร์ทโฟนเมืองไทยเพิ่มขึ้นปีละราวๆ 7 ล้านเครื่องเลยทีเดียว
แน่นอน ตลาดส่วนหนึ่งเป็นของ "อินเตอร์แบรนด์" อย่าง ซัมซุง ไอโฟน ที่ครองส่วนแบ่งการตลาดสมาร์ทโฟนไปทั่วโลก ช่วยกระพือกระแสการใช้สมาร์ทโฟนให้แพร่หลายออกไปในวงกว้าง ด้วยขีดความสามารถในการใช้แอพพลิเคชั่นโซเชียลมีเดีย อย่าง วอทส์แอพ, ไลน์, เฟซบุ๊ก เรื่อยไปจนถึง อินสตาแกรม
อย่างไรก็ตาม สมาร์ทโฟนระดับอินเตอร์เหล่านี้ทิ้งช่องว่างเบ้อเริ่มเอาไว้ นั่นคือบรรดาผู้ใช้ที่รู้จักและต้องการใช้คุณสมบัติเหล่านี้ แต่ไม่อยากหรือไม่สามารถจ่ายเงินก้อนโตเพื่อเป็นเจ้าของได้นั่นคือช่องทางที่ทำให้เกิด
สมาร์ทโฟน "โลคอลแบรนด์" ที่อาศัยปัจจัยด้านราคาเข้ามาถมช่องว่างที่ว่านี้
ทิตพลบอกว่า "โลคอลแบรนด์" เองมีระดับอยู่เช่นเดียวกัน ตั้งแต่ที่ผลิตออกมาขายในราคาที่พอทำกำไร ไม่มีบริการรองรับ ไม่มีการควบคุมคุณภาพ ทำให้ราคาต่ำมากๆ กับที่จริงจังกับการทำตลาด และสร้างเครื่องหมาย การค้าของตนเองเหมือนอย่างที่ไอโมบายทำมาโดยตลอดจนสามารถครองส่วนแบ่งของตลาดอุปกรณ์คอมพิวเตอร์พกพา (สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต) ของเมืองไทยได้ระหว่าง 25-27 เปอร์เซ็นต์อย่างเช่นทุกวันนี้
จุดเด่นอย่างมากของสมาร์ทโฟนรวมทั้งแท็บเล็ต (ขนาด 7-10 นิ้ว) ที่เป็นโลคอลแบรนด์ก็คือราคาที่สามารถตัดทอนส่วนที่เป็นต้นทุนบางอย่างออกไป อาทิ ในการทำการตลาดระดับโลกออกไป ส่งผลให้ราคาอยู่ในระดับต่ำเกือบครึ่งของเครื่องที่สเปกเดียวกัน แต่เป็นอินเตอร์แบรนด์
"หลักๆ ของสมาร์ทโฟน อยู่ที่ซีพียู ระบบปฏิบัติการ, หน้าจอ, กล้อง แล้วก็แบตเตอรี่ เวลาเลือกเขาเลือกกันตรงนี้ สมาร์ทโฟนของไอโมบาย สามารถทำสเปกในระดับเดียวกันออกมาได้ ซีพียูเสถียรพอๆ กัน ระบบปฏิบัติการตัวเดียวกัน กล้องเท่ากัน หน้าจอก็มีค่าความละเอียดในระดับเดียวกันใกล้เคียงกัน แบตเตอรี่ ทั่วโลกก็มีผลิตกันอยู่แค่ 2-3 ที่เท่านั้นเอง ออกมาพอๆ กันหมด แต่ราคาถูกกว่านี่คือความได้เปรียบของเรา" ทิตพลระบุ
ประเด็นสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจและทำให้ได้ก็คือทำให้ผู้บริโภคเชื่อมั่นว่าของราคาถูกๆ ไม่ใช่ว่าจะด้อยคุณภาพเสมอไป
"นั่นทำให้เราต้องควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์ของเราตั้งแต่ต้นจนจบ ทั้งก่อนหน้าและหลังจากที่ผลิตภัณฑ์พร้อมที่จะออกสู่ตลาด"
กระบวนการของไอโมบายเริ่มตั้งแต่การกำหนดความต้องการว่าจะให้ผลิตภัณฑ์แต่ละตัวออกมาอย่างไร แพลตฟอร์ม เป็นอย่างไร หน้าจอขนาดเท่าใด เป็นต้น จากนั้นก็ส่งข้อกำหนดตามความต้องการดังกล่าวให้กับ เอ็มดีเค บริษัทไต้หวัน ที่เป็นพาร์ตเนอร์ซึ่งนอกจากจะทำหน้าที่ผลิตแล้วยังทำวิจัยเพื่อการพัฒนา (อาร์แอนด์ดี) ในหลายๆ ด้านอยู่ด้วย จนกระทั่งได้เครื่องต้นแบบมาให้เพื่อลงระบบปฏิบัติการ กำหนดรูปร่างหน้าตาของเมนู หรือที่เรียกว่ายูสเซอร์อินเทอร์เฟซ (ยูไอ) เพื่อให้ผู้ใช้สามารถใช้งานได้ง่ายที่สุด แล้วทดสอบการใช้งานจนเป็นที่พอใจ จากนั้นถึงสั่งผลิต
"หลังผลิตมาแล้วเรายังต้องทำคิวซี สุ่มตรวจเพื่อควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์ อย่างมาหมื่นนึงเราอาจสุ่มออกมา 400 ตัว ตรวจละเอียดยิบตั้งแต่ข้างกล่องไปจนถึงอุปกรณ์และการทำงานของเครื่อง" นั่นเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมสัดส่วนของสินค้าที่บกพร่องของไอโมบายถึงได้จำกัดอยู่ที่แค่ 3 เปอร์เซ็นต์เศษๆ ในขณะที่ยี่ห้อทั่วไปบางรายพุ่งพรวดไปเป็น 20-30 เปอร์เซ็นต์
ไม่จบเท่านั้น คุณทิตพลยังบอกว่า ไอโมบายยังจริงจังกับบริการหลังการขาย "เราอยู่ที่นี่ เราเป็นบริษัทที่นี่ครับ" คือเหตุผล
"เราไม่ได้แข่งไม่ได้แย่งเป็นแชมป์กับใคร เรารู้แค่ว่า เราขายสมาร์ทโฟนได้เดือนละแสนห้า ฟีเจอร์โฟนอีกพอๆ กัน เท่านั้น"
แถมยังทำตลาดเข้าไปในกัมพูชาและพม่า กับเป็นเบอร์หนึ่งในลาวเพื่อนบ้านของไทยเราได้อีกต่างหาก
ผ่านไปเพียงปีเดียวสัดส่วนที่ว่า หดลงเหลือเพียง 40-45 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง
ประมาณกันว่าสมาร์ทโฟนเมืองไทยเพิ่มขึ้นปีละราวๆ 7 ล้านเครื่องเลยทีเดียว
แน่นอน ตลาดส่วนหนึ่งเป็นของ "อินเตอร์แบรนด์" อย่าง ซัมซุง ไอโฟน ที่ครองส่วนแบ่งการตลาดสมาร์ทโฟนไปทั่วโลก ช่วยกระพือกระแสการใช้สมาร์ทโฟนให้แพร่หลายออกไปในวงกว้าง ด้วยขีดความสามารถในการใช้แอพพลิเคชั่นโซเชียลมีเดีย อย่าง วอทส์แอพ, ไลน์, เฟซบุ๊ก เรื่อยไปจนถึง อินสตาแกรม
อย่างไรก็ตาม สมาร์ทโฟนระดับอินเตอร์เหล่านี้ทิ้งช่องว่างเบ้อเริ่มเอาไว้ นั่นคือบรรดาผู้ใช้ที่รู้จักและต้องการใช้คุณสมบัติเหล่านี้ แต่ไม่อยากหรือไม่สามารถจ่ายเงินก้อนโตเพื่อเป็นเจ้าของได้นั่นคือช่องทางที่ทำให้เกิด
สมาร์ทโฟน "โลคอลแบรนด์" ที่อาศัยปัจจัยด้านราคาเข้ามาถมช่องว่างที่ว่านี้
ทิตพลบอกว่า "โลคอลแบรนด์" เองมีระดับอยู่เช่นเดียวกัน ตั้งแต่ที่ผลิตออกมาขายในราคาที่พอทำกำไร ไม่มีบริการรองรับ ไม่มีการควบคุมคุณภาพ ทำให้ราคาต่ำมากๆ กับที่จริงจังกับการทำตลาด และสร้างเครื่องหมาย การค้าของตนเองเหมือนอย่างที่ไอโมบายทำมาโดยตลอดจนสามารถครองส่วนแบ่งของตลาดอุปกรณ์คอมพิวเตอร์พกพา (สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต) ของเมืองไทยได้ระหว่าง 25-27 เปอร์เซ็นต์อย่างเช่นทุกวันนี้
จุดเด่นอย่างมากของสมาร์ทโฟนรวมทั้งแท็บเล็ต (ขนาด 7-10 นิ้ว) ที่เป็นโลคอลแบรนด์ก็คือราคาที่สามารถตัดทอนส่วนที่เป็นต้นทุนบางอย่างออกไป อาทิ ในการทำการตลาดระดับโลกออกไป ส่งผลให้ราคาอยู่ในระดับต่ำเกือบครึ่งของเครื่องที่สเปกเดียวกัน แต่เป็นอินเตอร์แบรนด์
"หลักๆ ของสมาร์ทโฟน อยู่ที่ซีพียู ระบบปฏิบัติการ, หน้าจอ, กล้อง แล้วก็แบตเตอรี่ เวลาเลือกเขาเลือกกันตรงนี้ สมาร์ทโฟนของไอโมบาย สามารถทำสเปกในระดับเดียวกันออกมาได้ ซีพียูเสถียรพอๆ กัน ระบบปฏิบัติการตัวเดียวกัน กล้องเท่ากัน หน้าจอก็มีค่าความละเอียดในระดับเดียวกันใกล้เคียงกัน แบตเตอรี่ ทั่วโลกก็มีผลิตกันอยู่แค่ 2-3 ที่เท่านั้นเอง ออกมาพอๆ กันหมด แต่ราคาถูกกว่านี่คือความได้เปรียบของเรา" ทิตพลระบุ
ประเด็นสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจและทำให้ได้ก็คือทำให้ผู้บริโภคเชื่อมั่นว่าของราคาถูกๆ ไม่ใช่ว่าจะด้อยคุณภาพเสมอไป
"นั่นทำให้เราต้องควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์ของเราตั้งแต่ต้นจนจบ ทั้งก่อนหน้าและหลังจากที่ผลิตภัณฑ์พร้อมที่จะออกสู่ตลาด"
กระบวนการของไอโมบายเริ่มตั้งแต่การกำหนดความต้องการว่าจะให้ผลิตภัณฑ์แต่ละตัวออกมาอย่างไร แพลตฟอร์ม เป็นอย่างไร หน้าจอขนาดเท่าใด เป็นต้น จากนั้นก็ส่งข้อกำหนดตามความต้องการดังกล่าวให้กับ เอ็มดีเค บริษัทไต้หวัน ที่เป็นพาร์ตเนอร์ซึ่งนอกจากจะทำหน้าที่ผลิตแล้วยังทำวิจัยเพื่อการพัฒนา (อาร์แอนด์ดี) ในหลายๆ ด้านอยู่ด้วย จนกระทั่งได้เครื่องต้นแบบมาให้เพื่อลงระบบปฏิบัติการ กำหนดรูปร่างหน้าตาของเมนู หรือที่เรียกว่ายูสเซอร์อินเทอร์เฟซ (ยูไอ) เพื่อให้ผู้ใช้สามารถใช้งานได้ง่ายที่สุด แล้วทดสอบการใช้งานจนเป็นที่พอใจ จากนั้นถึงสั่งผลิต
"หลังผลิตมาแล้วเรายังต้องทำคิวซี สุ่มตรวจเพื่อควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์ อย่างมาหมื่นนึงเราอาจสุ่มออกมา 400 ตัว ตรวจละเอียดยิบตั้งแต่ข้างกล่องไปจนถึงอุปกรณ์และการทำงานของเครื่อง" นั่นเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมสัดส่วนของสินค้าที่บกพร่องของไอโมบายถึงได้จำกัดอยู่ที่แค่ 3 เปอร์เซ็นต์เศษๆ ในขณะที่ยี่ห้อทั่วไปบางรายพุ่งพรวดไปเป็น 20-30 เปอร์เซ็นต์
ไม่จบเท่านั้น คุณทิตพลยังบอกว่า ไอโมบายยังจริงจังกับบริการหลังการขาย "เราอยู่ที่นี่ เราเป็นบริษัทที่นี่ครับ" คือเหตุผล
"เราไม่ได้แข่งไม่ได้แย่งเป็นแชมป์กับใคร เรารู้แค่ว่า เราขายสมาร์ทโฟนได้เดือนละแสนห้า ฟีเจอร์โฟนอีกพอๆ กัน เท่านั้น"
แถมยังทำตลาดเข้าไปในกัมพูชาและพม่า กับเป็นเบอร์หนึ่งในลาวเพื่อนบ้านของไทยเราได้อีกต่างหาก

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น